วิธีการแปลงไฟล์(Connvert)ไฟล์ PDF ไปเป็นไฟล์ Microsoft Power Point แบบรวดเร็วทำได้อย่างไร

วิธีการแปลงไฟล์(Connvert)ไฟล์ PDF ไปเป็นไฟล์ Microsoft Power Point แบบรวดเร็วทำได้อย่างไร

วิธีการแปลงไฟล์(Connvert)ไฟล์ PDF ไปเป็นไฟล์ Microsoft Power Point แบบรวดเร็วทำได้อย่างไร หลายท่านที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ ผมเชื่อว่าแทบจะทุกท่านต้องมีประสบการณ์การใช้งานไฟล์ในรูปแบบของไฟล์ pdf อย่างแน่นอน ซึ่งไฟล์ประเภทดังกล่าวเป็นไฟล์ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แต่ไฟล์ประเภท pdf ก็มีข้อจำกัดในรูปแบบของมันคือ เป็นไฟล์ที่ไม่สามารถที่จะทำการแก้ไข ลบ เพิ่มคำหรือข้อความต่างๆลงไปในไฟล์ได้อย่างง่ายๆ ดังนั้นไฟล์ประเภทนี้จึงถูกใช้กับเอกสารที่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขใดๆในเอกสาร ในขณะที่ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เป็นโปรแกรมนำเสนอข้อมูลที่มีรูปแบบของไฟล์ที่ดีและสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายๆ และในปัจจุบันโปรแกรม Microsoft PowerPoint สามารถที่จะบันทึกเป็นไฟล์ pdf ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการบันทึกเป็นไฟล์นำเสนอจากโปรแกรม Microsoft PowerPoint ไปเป็นไฟล์ pdf จะมีข้อดีคือ ง่ายและสะดวกในการเก็บไฟล์สไลด์เพื่อใช้ในภายหลังหรือการอ้างอิง แต่ถ้าหากเราต้องการที่จะเรียกใช้งานไฟล์นำเสนอที่ถูกบันทึกเป็นไฟล์ pdf ไปแล้ว เพื่อนำมาแก้ไปปรับปรุง เราจะมีวิธีการแปลงไฟล์จาก pdf ไปเป็นไฟล์ Microsoft PowerPoint ได้อย่างไร? มาดูวิธีทำกันครับ วิธีการแปลงไฟล์(Connvert)ไฟล์ PDF ไปเป็นไฟล์ Microsoft Power Point แบบรวดเร็ว 1.ไปที่เว็บไซต์ http://smallpdf.com/pdf-to-ppt ซึ่งเป็นเว็บที่ให้บริการแปลงไฟล์(Connvert) ไฟล์จาก PDF ไปเป็นไฟล์ Microsoft Power Point หรือไฟล์ประเภท ppt หรือ pptx แบบออนไลน์และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 2. Click ที่ปุ่ม Choose file แล้วเลือกไฟล์ที่ต้องการแปลงไฟล์ และคลิกที่ปุ่ม Open   3.ไฟล์ที่เลือกไว้จะถูก Upload ขึ้นไปยังเว็บไซต์และทำการแปลงไฟล์(Convert) ที่เว็บไซต์โดยอัตโนมัติ 4.เมื่อเว็บไซต์ทำการแปลงไฟล์(Convert) เสร็จ จะมี Link ให้เรา Download ไฟล์ที่เราแปลงไว้มาใช้งาน ปกติไฟล์ที่ทำการแปลงไฟล์มาจากเว็บไซต์นี้จะมีปัญหากับรูปแบบตัวอักษรของภาษาไทยอยู่บ้างแต่ท่านก็สามารถที่จะปรับปรุง…

Read More

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ซิกา (Zika fever)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ซิกา (Zika fever)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ซิกา (Zika fever) สาเหตุโรคไข้ซิกา (Zika fever) โรคไข้ซิกา หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Zika fever โรคดังกล่าวเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) และเป็นไวรัสที่อยู่จำพวกเดียวกับเชื้อไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี โรคไข้ซิกามีพาหะนำโรคที่สำคัญคือยุงลาย เป็นแมลงนำโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โรคดังกล่าวมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 4-7 วัน ระยะฟักตัวสั้นสุด 3 วัน และยาวที่สุด 12 วัน อาการของโรคไข้ซิกา (Zika fever)   อาการของโรคไข้ซิกาที่พบบ่อย ได้แก่ อาการมีไข้ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย ตาแดง ปวดตามข้อข้อ ข้อบวม ปวดหลัง และอาจมีอาการอื่นๆ ได้ เช่น อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ และอุจจาระร่วง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการไม่รุนแรง แต่โรคนี้จะเป็นอันตรายในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ โดยจะทำให้เด็กทารกที่คลอดออกมาจากแม่ที่เป็นโรคซิกามีสมองเล็ก (microcephaly) หรืออาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆระหว่างตั้งครรภ์ได้ กลุ่มเสี่ยงโรคไข้ซิกา (Zika fever) กลุ่มเสี่ยงที่สำคัญของโรคซิกา ได้แก่ ผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง เช่น ทวีปอเมริกา และทวีปแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจติดเชื้อแล้วทำให้ทารกมีศีรษะเล็ก และสมองฝ่อได้ ในประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันโรคนี้รายแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 และพบผู้ป่วยโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 5 ราย ซึ่งไม่ถือว่าสูงกว่าปกติ และมีอัตราป่วยใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้มีระบบเฝ้าระวังโรคไข้ซิกาแล้ว ตั้งแต่ปี 2555 การป้องกันและการรักษาโรคซิกา (Zika fever) ในปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเฉพาะ การรักษาโรคจะรักษาตามอาการที่มีเพื่อบรรเทาการเจ็บป่วย สำหรับการป้องกันโรค สามารถป้องกันได้ด้วย การป้องกันและระวังไม่ให้ยุงกัด โดยการนอนในมุ้งและทายากันยุง การรณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย กำจัดลูกน้ำและยุงลายตัวแก่ และมีอาการป่วยด้วยอาการไข้…

Read More

มารู้จักชนิดของโรคหลอดเลือดในสมองกันเถอะ

มารู้จักชนิดของโรคหลอดเลือดในสมองกันเถอะ

มารู้จักชนิดของโรคหลอดเลือดในสมองกันเถอะ โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยเรา เพราะในแต่ละปีจะมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย วันนี้เราจะมาเรียนรู้ชนิดของโรคหลอดเลือดในสมองกัน โรคหลอดเลือดสมองแบ่งได้ เป็น 2 กลุ่ม คือ                         1. โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองชนิด สมองขาดเลือด (Ischemic stroke) โรคหลอดเลือดสมองประเภทนี้จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์เนื้อเยื่อ อื่น ๆ ขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดจากภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่ผนังหลอดเลือด เช่น ไขมันและเกล็ดเลือด (platelet) มาเกาะที่ผนังหลอดเลือดหรือมีการสร้างชั้นของผนังเซลล์หลอดเลือดที่ผิดปกติทำให้ ผนังหลอดเลือดหนาและเสียความยืดหยุ่นทำให้มีการตีบหรืออุดตันของ หลอดเลือดได้ นอกจากนี้อาจเกิดจากลิ่มเลือดที่มาจากที่อื่น เข่น ลิ่มเลือดจากหัวใจหรือจากหลอดเลือดแดงคาโรติดที่คอหลุดลอยมาอุดตัน หลอดเลือดในสมอง เป็นต้น ผู้ป่วยจะมีอาการชา มีอาการอ่อนแรงของแขนขา ซีกใดซีกหนึ่ง ปากเบี้ยว พูดไม่ซัด บางรายอาจมีอาการแล้วดีขึ้นเอง เป็นปกติภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นลักษณะอาการของโรคหลอดเลือดสมองตีบชั่วคราว ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงมากขึ้นและซึมลงภายใน 3-5 วัน หลังมีอาการ เนื่องจากสมองบวม 2. โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) พบ ได้น้อยกว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่มีความรุนแรงมากกว่า พบได้ประมาณ ร้อยละ 25-30 ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ เลือดออกในเนื้อสมอง (Intracerebral hemorrhage) ซึ่งจะพบลักษณะของลิ่มเลือดในเนื้อสมองและเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid hemorrhage) ผู้ป่วยจะมีเนื้อสมองที่บวมขึ้น และกดเบียดเนื้อสมองส่วนอื่น ๆ ทำให้การทำงานของสมองบริเวณนั้นเสียไป สาเหตุของโรค หลอดเลือดสมองแตก อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองโป่งพอง (aneurysm) เป็นต้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะทันที อาเจียน แขนขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก พูดไม่ขัด ปากเบี้ยว ชัก หรือหมดสติได้ ที่มา:คู่มือการดูแลผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือดในสมอง…

Read More

เมื่อคนใกล้ชิดติดบุหรี่ เราจะช่วยให้เขาเลิกบุหรี่ได้อย่างไร?

เมื่อคนใกล้ชิดติดบุหรี่ เราจะช่วยให้เขาเลิกบุหรี่ได้อย่างไร?

เมื่อคนใกล้ชิดติดบุหรี่ เราจะช่วยให้เขาเลิกบุหรี่ได้อย่างไร? ถ้าคนใกล้ชิดติดบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง สามีภรรยา หรือบุตรหลานก็ตาม และคุณอยากให้เขาเหล่านั้นหยุดการสูบบุหรี่ คุณควรทำดังนี้ – ขอร้องเขาดี ๆ ให้เลิกบุหรี่เพี่อสุขภาพตัวเขาเอง เขาจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง และมีชีวิตอยู่กับคุณไปอีกนานๆ ถ้าคุณมีลูก ควรพูดให้เขานึกถึงความปลอดภัยและสุขภาพของลูกด้วย เพราะควันบุหรี่จะเป็นพิษกับลูกอย่างมาก – คุณควรหาหนังสือ หรือ เอกสาร เกี่ยวกับโทษของบุหรี่มาให้เขาอ่านเล่นเสมอๆ เพื่อให้เขาได้เห็นว่า บุหรี่นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพและครอบครัวของเขาเองจริงๆ – หากเขาต้องการและมความตั้งใจที่จะเลิกสูบบุหรี่ คุณต้องคอยเป็นกำลังใจ ช่วยเขาควบคุมจำนวนบุหรี่ที่สูบ หรืออาจจะกำหนดให้สูบวันละไม่เกิน 5 มวน แล้วค่อยๆ ลดลงตามลำดับ และคุณต้องคอยดูไม่ให้เขามีบุหรี่ติดตัวมากกว่านั้นด้วย – ในระหว่างที่เขาเลิกสูบบุหรี่เขาอาจมีอาการหงุดหงิด คุณก็อย่าได้ถือสา คุณอาจจะหายาอมหรือหมากฝรั่ง ไว้ให้เขาอมหรือเคี้ยวจะช่วยให้หายจากการอยากบุหรี่ คุณต้องเป็นกำลังใจที่ดีและคอยสนับสนุน คอยกระตุ้นเตือนไม่ให้เขาเลิกล้มความตั้งใจกลางครรภ์ คอยให้คำชมเชยทุกครั้งเมื่อเขาสามารถลดจำนวนบุหร่แต่ละมวนได้ จะทำให้เขามีแรงใจที่จะเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ ลองนำไปใช้ดู

Read More

ปัญหาเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ……..ควรทำอย่างไร?

ปัญหาเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ……..ควรทำอย่างไร?

ปัญหาเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ……..ควรทำอย่างไร? ปัญหาลูกปัสสาวะรดที่นอนเป็นปัญหาที่ทำให้คุณพ่อ-คุณแม่ปวดหัวพอสมควร ซึ่งโดยปกติเด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไปจะสามารถควบคุมระบบการขับถ่ายได้แล้ว แต่หากเด็กยังปัสสาวะรดที่นอนอยู่ถือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข เพราะที่เป็นเช่นนั้นแสดงว่าลูกของคุณอาจมีความผิดปกติของอวัยวะขับถ่าย หรือไม่ก็อาจจะมีความไม่สบายใจอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดความวิพกกังวลจนเกิดปัสสาวะรดที่นอน หากลูกของคุณไม่ได้มีการเจ็บป่วยทางกายที่ทำไห้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัญหาการปัสสาวะรดที่นอนของเขาก็น่าจะมีสาเทดุมาจากด้านจิตใจ เช่น การที่พ่อแม่มีน้องใหม่แล้วพ่อแม่ไท้ความสนไจน้องมากกว่าตัวเด็ก หรือเริ่มไปโรงเรียนทำให้เด็กต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าทำไท้เด็กมีอาการเครียด หรือการต้องจากพี่เลี้ยง จากคนคุ้นเคย ด้วยความจำเป็นบางอย่างเป็นด้น ทำอย่างไรดีเมื่อเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ   ในการแก้ไขพ่อแม่ไม่ควรดุด่า เฆี่ยนดี หรืออทำโทษเด็กเพราะจะทำให้เด็กเกิดความกดดันมากยิ่งขึ้น แต่ควรแก้ไขที่สาเหตุของปัญหา โดยต้องสังเกตว่าเด็กน่าจะเครียดจากสาเหตุอะไร แล้วแก้ไขปัญหาตามที่เราพบ พ่อแม่ต้องแสดงออกว่ารักและห่วงใยลูกอยู่เสมอ จะทำให้เด็กมีความรู้สึกว่าไม่ได้โดดเดี่ยวหรือถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไท้เผชิญปัญหาตามลำพัง นอกจากนี้ ควรฝึกนิสัยการขับถ่ายของลูกให้เป็นเวลา เซ่น ให้ปัสสาวะให้แล้วเสร็จก่อนเข้านอนหรืออปลุกให้ลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลาที่ลูกมักจะปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น และเมื่อลูกเลิกปัสสาวะรดที่นอนได้ พ่อแม่ควรแสดงความชื่นชมยินดีในตัวเด็กว่าเป็นคนเก่ง ลูกจะได้มีกำลังไจที่จะฝึกควบคุมการขับถ่ายของตัวเองได้ต่อไป

Read More

พ่อ-แม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กปัญญาอ่อน

พ่อ-แม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กปัญญาอ่อน

พ่อ-แม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กปัญญาอ่อน ปัญหาการเลี้ยงดูเด็กเป็นปัญหาสำคัญของคนเป็นพ่อ-แม่ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ และถ้าหากคุณกำลังมีความกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติของลูกคุณ อาจจะเป็นเพราะลูกของคุณมีความแดกต่างจากเด็กอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่น ลูกอายุจะครบ 1 ขวบแล้วก็ยังคว่ำไม่ได้ หรืออายุ 2 ขวบแล้วเด็กยังไม่พูด ยังไม่รู้จักเล่นให้อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ซึ่งผิดปกติจากเด็กโดยทั่วไป หากลูกของเรามีอาการดังกล่าว เรามาดูคำแนะนำกันครับ พ่อ-แม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กปัญญาอ่อน 1.ควรพาลูกของคุณไปพบแพทย์ เพราะจะได้รู้ว่าลูกของคุณเป็นอะไรกันแน่ หรือเด็กจะแค่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กปกติ หรือจะมีอาการปัญญาเพราะความบกพร่องของสมอง 2.หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่า ลูกของคุณปัญญาอ่อนก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลทุกข์ร้อนเกินไป เพราะถึงแม้ว่าลูกของคุณจะมีความสามารถน้อยกว่าเด็กอื่นๆ แต่เขาอาจจะทำอะไรๆ ได้อีกหลายอย่างด้วยกัน โดยเฉพาะเขาอาจสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพียงแต่ต้องได้รับการฝึกหัดที่ถูกวิธีและด้วยความอดทน โดยมีความรักความเมตตาเป็นที่ตั้ง 3.เมื่อแพทย์หรือเจ้าหน้าที่แนะนำอย่างไร คุณควรปฏิบัติตามอย่างนั้น และอย่าท้อแท้ แม้ว่าผลการกระทำของคุณจะเห็นผลช้าสักหน่อย แต่ถ้าหากคุณตั้งใจจริงแล้ว ลูกของคุณจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน 4.ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความเข้าใจกัน อย่าทะเลาะ อย่าโทษกันว่าใครเป็นตัวการทำให้ลูกผิดปกติ แต่ควรร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเลี้ยงดูลูก และหากมีลูกที่ปกติอยู่ด้วยก็ควรสอนให้เขารักพี่รักน้อง คอยช่วยเหลือดูแลอกเห็นใจกัน จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในครอบครัวด้วย 5.คุณไม่ควรอายที่มีลูกปัญญาอ่อน แล้วเลี้ยงเขาแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้พบปะผู้คน จะยิ่งทำให้เขามีปัญหามากขึ้นไปอีก จงเลี้ยงเขาให้ดีเถอะค่ะ ชื่นชมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเขา แล้วคุณจะภูมิใจเมื่อเขาเติบโตและช่วยเหลือตัวเองได้ไนที่สุด

Read More

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง โรคไขมันในเลือดสูง คืออะไร? ตามปกติแล้ว คนเราจะมีไขมันอยู่ภายในเลือด เพราะคนเรากินอาหารก็ต้องมีไขมันเป็นธรรมดา และไขมันในร่างกายก็เป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดพลังงาน ไขมันที่เรากินเป็นอาหาร เช่น ไขมันสัตว์ ไขมันพืช กระเพาะอาหารและลำไส้จะย่อยและดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือด ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้เป็นพลังงาน ถ้าหากเรากินมากไขมันในร่างกายก็จะมาก ถ้ากินไขมันน้อยไขมันในร่างกายก็จะน้อยตาม เมื่อไขมันในร่างกายมีน้อย ร่างกายก็ใช้ในการเผาผลาญเป็นพลังงานจนหมดหมด แต่ถ้าหากร่างกายมีไขมันมากเกินไปและใช้ไม่หมด ร่างกายก็จะเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ดังนั้นคนกินมากร่างกายจึงอ้วน ลักษณะของไขมันในเส้นเลือด แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ 1. ไขมันในรูป โคเลสเตอรอล 2. ไขมันในรูป ไตรกลีเชอไรด์ ซึ่งในคนปกติจะมี โคเลสเตอรอล อยู่ประมาณ 150-200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และมีไตรกรีเชอไรด์ อยู่ประมาร 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ถ้าโคเลสเตอรอลในร่างกายมีมากเกิน 200 และไตรกลีเชอไรด์เกิน 100 จะเป็นอันตราย ต่อสุขภาพของ เนื่องจากจะเป็นผลให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและเส้นเลือดอุดตันและ เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การที่ไขมันในเลือดสูงมีผลทำให้เลือดมีความเข้มข้น และหนืดมากขึ้น การไหล เวียนของเลือดช้าลง ทำให้ไขมันตกตะกอนเกาะตามเส้นเลือด เป็นผลทำให้เส้นเลือดแข็งและหนาขึ้น ช่องว่างในเส้นเลือดเล็กลง มีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองและหัวใจน้อยลง หรือ เกิดการอุดตัน ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ สาเหตุโรคไขมันในเลือดสูง 1. พันธุกรรม คือ มีประวัติคนในครอบครัว/ญาติ ไขมันในเลือดสูง 2. จากพยาธิสภาพของโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ โรคตับ โรคไต โรคพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งโรคเหล่านี้ ทำให้การเผาพลาญสารไขมันผิดปกติไป เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง 3.การบริโภคอาหารที่มีไขมันมากเกินไป อาการของผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง คนที่มีไขมันในเลือดสูงอาจจะมีอาการ หรือไม่มีอาการก็ได้ หรือมีอาการของโรคที่ทำให้ไขมันในเลือดสูง เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ เป็นต้น การป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง…

Read More

สาเหตุ อาการ และการป้องกันการเกิดแผลร้อนใน (Aphthous Ulcer )

สาเหตุ อาการ และการป้องกันการเกิดแผลร้อนใน (Aphthous Ulcer )

สาเหตุ อาการ และการป้องกันการเกิดแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) แผลร้อนใน (Aphthous Ulcer ) เป็นอาการของโรคที่พบได้บ่อย และเกิดขึ้นได้กับประชากรในทุกเพศ ทุกวัย และเกิดได้กับทุกส่วนภายในช่องปาก และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เมื่อเป็นแล้วสามารถที่จะเป็นได้อีก สาเหตุของการเกิดแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) ในปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของการเกิดแผลร้อนใน แต่อาการของโรคมักจะเกิดขึ้นหรือมีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆดังต่อไปนี้ 1. การได้รับบาดเจ็บภายในอวัยวะช่องปาก เช่น กัดโดนกระพุ้งแก้ม ลิ้น หรือการแปรงฟันแล้วโดนขนแปรง หรือขนแปรงสีฟันทิ่มภายในช่องปาก เป็นต้น 2. การที่ร่างกายขาดธาตุอาหาร หรือวิตามินบางตัวเช่น ร่างกายขาดธาตุเหล็ก หรือวิตามินบี 12 หรือขาดกรดโฟลิก 3. การแพ้อาหารบางชนิด 4. ความเครียด วิตกกังวล อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ 5. การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิดก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้ 6. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย อาการของโรคแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) ผู้ที่เป็นแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) จะมีอาการเกิดบาดแผลเล็กๆ ภายในช่องปาก แผลอาจเกิดที่เหงือก กระพุ้งแก้ม ลิ้น ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน เป็นต้น แผลจะมีขนาดเล็กๆลักษณะกลม หรือเป็นรูปไข่ แผลมีสีเหลืองอ่อน บางรายอาจมรอาการบวมแดงบริเวณรอบๆแผล ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเวลาที่มีอะไรกระทบที่แผล โดยปกติแผลร้อนในมักจะหายได้เองภายใน 7-10 วัน การรักษาแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) การรักษาโรคแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยเท่านั้น เช่นปวดก็รับประทานยาแก้ปวด บางรายอาจจะจำเป็นต้องใช้ยาป้ายปาก ป้องกันการสัมผัสกับแผล การป้องกันและการปฏิบัติตนเมื่อเป็นแผลร้อนใน(Aphthous Ulcer ) 1. ผู้ที่เป็นแผลร้อนในควรงด หรือหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เค็มจัด หรือน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเพราะจะทำให้เจ็บปวดมากขึ้น 2. ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่ม…

Read More

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) โรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ไม่บ่อยนักในปัจจุบัน แต่โรคก็มักจะมีการระบาดเป็นครั้งคราว โดยพบการระบาดในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันทีละมากๆ เช่น กลุ่มเด็กนักเรียนในโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก โรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) สามารถที่จะเกิดขึ้นได้กับประชาชนในทุกกลุ่มอายุ ทุกเพศ แต่จะพบมากในกลุ่มเด็ก สาเหตุโรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) โรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่าเชื้อ Streptococcus group A ซึ่งเป็นเชื้อตัวชนิดเดียวกันกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคทอนซิลอักเสบ(Tonsillitis) โดยเชื้อดังกล่าวจัดเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก รูปร่างเป็นทรงกลม โดยเชื้อดังกล่าวสามารถอาศัยอยู่ในร่างกายตามอวัยวะต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็น ในปาก ลำคอ ลำไส้ ระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ เมื่อออกนอกร่างกายเชื้อสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งและมีฝุ่นละอองได้เป็นเวลานาน ระยะฟักตัวและการติดต่อของโรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) โรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) มีระยะฟักตัวของโรคจนกระทั่งแสดงอาการ ประมาณ 1- 4 วัน และโรคสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่ง ได้ตลอดระยะเวลาที่ป่วย โดยเชื้อจะแพร่กระจายปนเปื้อนไปกับฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย และจากการสัมผัสโดยตรงกับละอองน้ำมูก น้ำลาย อาการและอาการแสดงของโรคไข้ดำแดงหรือไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) อาการเริ่มจากผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน และในวันที่ 2 หลังมีไข้จะมีผื่นแดงเรื่อๆ ขึ้นที่ใบหน้า (erythema circumorol pallor) ยกเว้น บริเวณรอบๆ ปาก และต่อมาผื่นจะกระจายไปตามลำตัวและแขนขาอย่างรวดเร็ว บางรายอาจมีอาการคัน และหลังจากมีไข้ประมาณ 6 วัน ผื่นตามร่างกายจะจางลง มีการลอกตัวของผิวหนังและลิ้น   โดยอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่นานประมาณ 2-3 สัปดาห์ การตรวจพบที่สำคัญคือ ทอนซิลจะบวมแดง หรืออาจมีจุดหนอง ผื่นแดงตามผิวหนังมีลักษณะสากคล้ายกระดาษทราย (sandpaper rash)…

Read More

สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาโรคหูด (Warts)

สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาโรคหูด (Warts)

สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาโรคหูด (Warts) สาเหตุของโรคหูด (Warts) โรคหูด(Warts) เป็นโรคผิวหนังประเภทหนึ่ง มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า human papillomavirus อาการโรคหูด อาการของโรคหูด โดยทั่วไปผู้ที่เป็นโรคจะมีตุ่มแข็งๆ อยู่กันเป็นกลุ่ม ตุ่มมีขนาดได้แตกต่างกัน อาจจะเป็นตุ่มขนาดเล็กไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงตุ่มขนาดใหญ่เป็นเซนติเมตร ตุ่มที่เกิดขึ้นจะมีสีแตกต่างกันอาจจะเป็น สีขาว สีชมพู หรือสีน้ำตาล ก็ได้ โดยตุ่มสามารถพบได้ในทุกๆส่วนของร่างกาย แต่ที่พบบ่อยคือ พบตามนิ้วมือ แขน เท้า หรือขา และหากเราใช้มีดผ่าตัดผ่านหน้าของตุ่มหูดก็จะพบจุดเลือดออก ซึ่งเป็นจุดของเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตุ่มหูด นอกจากนี้หูดยังสามารถขึ้นได้ที่ใบหน้า โดยเฉพาะเด็กๆ ยังมีหูดอีกประเภทหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนแถวอวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก เราเรียกหูดชนิดนี้ว่า หูดหงอนไก่ โดยจะมีลักษณณะเป็นตุ่มแดงนุ่มลักษณะคล้ายหงอนไก่ และสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ การติดต่อของโรคหูด โรคหูดสามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสกับตุ่มหูด โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางแผลแตกที่ผิวหนังหรือเข้าทางรอยถลอกที่ผิวหนัง โดยเชื้อไวรัสหูดจะแทรกตัวลงไปในผิว และแบ่งตัวอยู่นานหลายเดือนกว่าจะเกิดเป็นหูดเม็ดเล็กๆ ได้ การรักษาโรคหูด การรักษาโรคหูด มีหลายวิธีในการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะ และอาการของโรค แต่ในการรักษาอาจใช้ระยะเวลารักษาแตกต่างกัน บางรายอาจจะใช้ระยะเวลารักษาเป็นเดือน หรืออาจจะนานเป็นปีก็ได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถที่จะติดเชื้อกลับเป็นใหม่ได้เช่นกัน   สำหรับวิธีในการรักษาโรคหูด มีดังต่อไปนี้            การใช้ยาทาที่ตุ่มหูด โดยใช้ยาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิค ที่มีความเข้มข้นระหว่าง 10-15 % ทาลงไปบนเม็ดหูด วันละ 2-3 ครั้ง โดยกรดจะค่อยๆทำลายเม็ดหูด แต่การใช้วิธีนี้อาจจะใช้เวลานานเป็นสัปดาห์กว่าจะเห็นผลการรักษา    สำหรับผู้ที่เป็นหูดหงอนไก่ จะใช้น้ำยาโพโดฟิลลิน ทาบริเวณที่เป็นทั้งสามี และภรรยา เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก            การจี้เย็น วิธีนี้จะใช้ไนโตรเจนเหลวซึ่งเป็นสารที่ให้ความเย็นมากถึง 1,860 องศาเซลเซียส จี้ทำลายหูด แต่การรักษาวิธีนี้ต้องทำโดย แพทย์ผิวหนัง ส่วนผลการรักษา จะไม่ทำไห้เกิดแผลเป็น และไม่เจ็บ แต่ต้องมารักการรักษาโดยการจี้ซ้ำหลายครั้งกว่าจะหายขาด             การใช้เลเซอร์ การรักษาหูดโดยการใช้เลเซอร์ จะมีวิธีการคล้ายกับวิธีจี้ไฟฟ้า แต่อาจให้ผลดีกว่าในรายของผู้ป่วยหูดที่เกิดในซอกเล็บซึ่งเป็นโรคหูดที่ยากต่อการรักษา

Read More