ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer)

โรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer) เป็นโรคที่พบได้บ่อย และพบได้ในกลุ่มประชากรแทบจะทุกเพศทุกวัย   โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหาร   หรือเกิดแผลที่เยื่อบุส่วนต้นของลำไส้เล็กที่เรียกว่าลำไส้เล็ก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ

จากการศึกษายังไม่พบปัจจัยที่เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น แต่เชื่อว่าแผลที่เกิดขึ้นน่าจะมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลระหว่างของเหลวในการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และมีปัจจัยเสี่ยงการเกิดแผลมากยิ่งขึ้นอันเนื่องมาจาก

– การติดเชื้อแบคทีเรียภายในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก ที่มีชื่อว่า เชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori)
– การใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ กลุ่ม NSAIDs เช่น ยาแอสไพริน, Naproxen Ibuprofen และอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
– การที่ร่างกายผลิตกรดส่วนเกินจากเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก

 
อาการของโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer)

 

ผู้ป่วยที่เป็นโรคแผลในกระเพาะ อาจจะมีอาการอันเนื่องจากแผลในกระเพาะ หรือไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ แต่อาการของโรคแผลในกระเพาะที่พบได้บ่อย ได้แก่
ผู้ป่วยด้วยโรคแผลในกระเพาะอาหารจะมีอาการการปวดแสบปวดร้อนในกระเพาะอาหารกลางหรือตอนบนระหว่างมื้ออาหารหรือในเวลากลางคืน โดยจะมีอาการเจ็บบริเวณลิ้นปี่ หรือจุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา อาการปวดมักจะสัมพันธ์กับมื้อของอาหาร บางรายอาจมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือคลื่นไส้ อาเจียน และหากได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง หรือหากมีอาการเหล่านี้ถือว่ามีอาการร้ายแรง ได้แก่
– การถ่ายอุจจาระสีเข้มหรือสีดำ เนื่องจากมีเลือดออในกระเพาะอาหาร
– อาเจียนเป็นเลือดสด หรืออาเจียนออกมาแล้วมีสีเหมือนสีกาแฟ
– น้ำหนักลด
– มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อันอาจจะเกิดจากกระเพาะทะลุ

 

การป้องกันโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer)

 

 

  1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ลดความเครียดและพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  2. งดรับประทานน้ำชา กาแฟ สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  3. ก่อนรับประทานยาแก้ปวด หรือใช้ยาแก้ปวดต้องปรึกษาแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือเภสัชกร
  4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรืออาหารหมักดอง
  5. รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ จนกว่าโรคจะหายขาด

วีดิโอที่เกี่ยวข้องกับ สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic Ulcer)

@@@@@@@@@@@@@

Tags: , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease)

สาเหตุโรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease)

           โรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease) เป็นโรคติดต่อชนิดเรื้อรังโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และพบได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรคเรื้อนมีชื่อเรืยกแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  เช่น โรคขึ้ทูต กุฏฐัง ไทกอ หูหนาตาเร่อ โรคใหญ่ โรคพยาธิเนื้อตาย โรคผิดเนื้อ เป็นต้น สาเหตุของโรคเรื้อน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Mycobacterium leprae   โดยเชื้อดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยอยู่ใต้ผิวหนัง แลอาศัยตามตามเส้นประสาทส่วนปลายใต้่ผิวหนัง  และจะเริ่มแสดงอาการเมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปี

อาการโรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease)

เมื่อเชื้อโรคเรื้อนเข้าสู่ร่างกาย และผ่านไปประมาณ 3-5 ปี โรคก็จะแสดงอาการออกทางผิวหนัง โดยจะมีอาการ ดังต่อไปนี้

    1. ผู้ป่วยจะมีอาการผิวหนังเป็นวง มีสีซีดจางหรือมีสีเข้มกว่าผิวหนังปกติ   บริเวณวงด่างจะมีอาการชา  ผิวหนังบริเวณที่เป็นแห้งแห้ง   ไม่มีเหงื่อออกที่ผิวหนัง
     2. บางรายอาจมีอาการ มีผื่นรูปวงแหวนหรือแผ่นนูนแดง  มองเห็นขอบเขตของผื่นชัดเจน บริเวณผื่นมีอาการชา  โดยพบมากที่  ขา หลัง แขน และสะโพก
3. บางรายจะมีอาการเป็นตุ่มและมีผื่นนูนแดงหนา ผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคอิ่มฉ่ำเป็นมัน ไม่มีอาการคัน ผื่นที่เป็นมีเป็นจำนวนมาก และมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน  ผื่นกระจายไปทั่วตามส่วนต่าง ๆ  ของร่างกาย หลายส่วนทั้งใบหน้า  แขน  ลำตัว  และขา

และหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคเรื้อนจะเริ่มทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย โดยทำให้ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้
           1. ความรู้สึกชาที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า กระจกตา

           2. มีอาการกล้ามเนื้อเท้า ตา มือ อ่อนแรง

3. ผิวหนังที่บริเวณฝ่ามือ หรือฝ่าเท้าแห้ง ไม่มีเหงื่อออก

หากอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้น และผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เิดความพิการตามมา   เช่น ตาหลับไม่สนิท ตาบอด  แขนขาออ่อนแรง มืองอ เท้างอ เป็นแผลที่ฝ่ามือฝ่าเท้า เป็นต้น

การป้องกันโรคเรื้อน (Leprosy, Hansen’s Disease)

         โรคเรื้อน สามรถติดต่อกันจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง  ได้โดยการสัมผัสคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะติดต่อของโรคเป็นเวลานานๆ หรือ ติดต่อจากการใช้เสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มร่วมกับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะติดต่อเป็นเวลานาน ๆ  นอกจากนี้โรคเรื้อนยังสามารถปะปนมากับน้ำเหลือง   น้ำหนอง   น้ำมูก  และสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส ดังนั้นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การไม่คลุกคลีกับผู้ที่เป็นโรคเป็นระยะเวลานานๆ และทำการเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆเมื่อมีอาการสงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคเรื้อน

 

Tags: , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้อื่นๆ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคคางทูม (Mumps)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคคางทูม (Mumps)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคคางทูม (Mumps)

โรคคางทูม (Mumps)  เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย บริเวณข้างหู (Parotid glands) และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย มักพบในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถมที่มีอายุ 6-10 ปี เป็นส่วนใหญ่ แต่ในกลุ่มอายุอื่นมักพบได้น้อย

สาเหตุโรคคางทูม (Mumps)

สาเหตุของโรคคางทูม(Mumps) เกิดจากการที่ร่างกายของคนเราติดเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่ม paramixovirus โดยเชื้อไวรัสดังกล่าวจะอาศัยอยู่ในน้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย โรคคางทูมสามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยติดต่อทางการไอ  จามหรือหายใจรดกัน

อาการของโรคคางทูม(Mumps)

อาการของโรคคางทูม(Mumps) มักจะเริ่มด้วยอาการไข้ เจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการปวด บวมและกดเจ็บบริเวณข้างหู  ข้างหูมีอาการบวม แดงตึง

 

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy)

  สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคลักปิดลักเปิด -Scurvy

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคลักปิดลักเปิด  (Scurvy)

สาเหตุโรคลักปิดลักเปิด  (Scurvy)   

ร่างกายของคนเราต้องการวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม และถ้าหากร่างกายได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา โรคที่สำคัญที่เกิดจากการขาดวิตามินซีก็คือ โรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) ซึ่งโรคนี้จะทำให้เกิดอาการอ่อนล้าของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก และทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อโรคลดลง

โรคลักปิดลักเปิดมักพบในกลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง และพบว่าผู้ที่ชอบดื่มสุรา และใช้ยาบางชนิดเป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงขึ้น เนื่องจากร่างกายของบุคคลเหล่านี้จะมีอัตราการดูดซึมสารอาหารจำพวกวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง  แต่โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราส่วนใหญ่จะได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ เพราะส่วนใหญ่แล้วในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็จะอุดมไปด้วยวิตามินซีอยู่แล้ว เพราะอาหารที่มีวิตามินซีมักพบได้ง่ายในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้มเขียวหวาน เป็นต้น

อาการของโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy)

อาการของผู้ที่ป่วยจากการขาดวิตามินซี หรือที่เรียกว่า โรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) นั้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการเหล่านี้ คือ

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียและซึมเศร้า เนื่องจากวิตามินซีเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตพลังงานภายในเซลล์ของร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายขาดวิตามินซีจึงทำให้เกิดอาการอ่อนล้าของระบบกล้ามเนื้อ  และซึมเศร้าเนื่องจากระดับพลังงานในเซลล์สมองอยู่ในระดับต่ำ
  2. ผู้ป่วยจะมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน โดยจะมีอาการเลือดออกทางเหงือก เหงือกอักเสบ ฟันหลวม ระบบเนื้อเยื่อรอบฟันอ่อนแอ เสื่อมสภาพ  เนื่องจากวิตามินซีจะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย
  3. อารมณ์แปรปรวน ความจำสั้น และหากมีอาการเหล่านี้ลองรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้อาการดังกล่าวหายไป
  4.  ผู้ป่วยจะมีอาการช้ำง่ายและบาดแผลหายช้า ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากวิตามินซีจะช่วยป้องกันเลือดออก และทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นแผลให้ประสานกัน และสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้เร็วขึ้น
  5. ปวดตามแขนขาและข้อต่อตามส่วนต่างๆของร่างกาย และหากขาดวิตามินซีมากๆ  อาจทำให้เกิดเลือดออกในข้อต่อต่างๆได้
  6. เกิดภาวะโรคโลหิตจาง ที่เรียกว่าโรคโลหิตจางขาดวิตามินซี ซึ่งการเป็นโลหิตจางดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆติดตามมา เช่น ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย เป็นต้น

การป้องกันโรคลักปิดลักเปิด  (Scurvy)

โรคลักปิดลักเปิด  (Scurvy) สามารถป้องกันได้โดยการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่  มะละกอสุก ,สัปปะรด,แตงโม,มันฝรั่ง,มะเขือเทศ,ฝรั่ง,ผักโขม,แคนตาลูป,มะขาม,ส้มเขียวหวาน,มะม่วง เป็นต้น ลองๆหามารับประทานเป็นประจำครับแล้วร่างกายเราจะได้ไม่ขาดวิตามินซี

Tags: , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเกลื้อน (Tinea versicolor)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเกลื้อน (Tinea versicolor)

สาเหตุ-อาการ-และการป้องกันโรคเกลื้อน-Tinea versicolor

สาเหตุ  อาการ และการป้องกันโรคเกลื้อน (Tinea versicolor)

โรคเกลื้อน (Tinea versicolor) เป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย เพราะเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งได้ง่าย และมักพบโรคนี้ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากเรามีอาการของโรคเกลื้อนหากปล่อยไว้นานและไม่ทำการรักษาจะทำให้โรคแพร่กรจายมากขึ้น และรักษายากมากยิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคเกลื้อน(Tinea versicolor)

สาเหตุของโรคเกลื้อนเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Malassezia Furfur หรือ Pityrosporum Orbiculare ซึงเป็นชื้อราที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณผิวหนังด้านบนสุด และเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้นเมื่อผิวหนังบริเวณนั้นมีความชุ่มชื้น เช่น มีเหงื่อออกมาก และทำให้เกิดวงด่างสีขาว เป็นขุย ที่ผิวหนัง

อาการของโรคเกลื้อน(Tinea versicolor)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกลื้อนจะสามารถเห็นได้จากที่ผิวหนังเริ่มมีจุด หรือวงด่างสีขาวขึ้นตามร่างกาย โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ และหากไม่ได้ทำการรักษาจุดดังกล่าวจะขยายวงใหญ่ขึ้น และเพิ่มจำนวนมากขึ้น จุดขาวที่พบมักพบได้ในบริเวณผิวหนังที่มีเหงื่อออกมากๆ เช่น ใบหน้า  ท้ายทอย แผ่นหลัง หน้าอก เป็นต้น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการคัน    บริเวณวงด่างอาจพบขุยสีขาวๆ หรือไม่ก็ได้

การรักษาโรคเกลื้อน(Tinea versicolor)

โรคเกลื้อนเป็นโรคที่รักษาได้ง่าย เมื่อเข้ารับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก และโรคยังไม่แพร่กระจายมาก โดยแพทย์อาจจะให้ยาทา หรือรับประทานเพื่อฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค ดังนั้นหากเรามีวงด่างขาวที่บริเวณผิวหนังและมีอาการคล้ายโรคเกลื้อนให้พบแพทย์

การป้องกันโรคเกลื้อน(Tinea versicolor)

เนื่องจากเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเกลื้อนจะเจริญเติบโตได้ดีที่บริเวณที่มีผิวหนังชุ่มชื้น ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  1. ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวกับผู้ที่เป็นโรค เช่น ผ้าเช็ดตัว  ผ้าเช็ดหน้า มีดโกนหนวด เป็นต้น
  2. เช็ดบริเวณผิวหนังที่มักมีเหงื่อออกให้แห้งอยู่เสมอ เช่น ใบหน้า  แผ่นหลัง  หน้าออก เพื่อลดการเจริญเติบโตของเชื้อรา
  3. สวมเสื้อผ้าที่มีการระบายอากาศดี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
  4. หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายสม่ำเสมอ โดยการอาบน้ำฟอกสบู่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  5. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

Tags: , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า-Rabies

สาเหตุ  อาการ และการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)

        โรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)  จัดเป็นโรคติดเชื้อชนิดเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และเป็นโรคที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะ สุนัข สุนัขจิ้งจอก หมาป่า แมว และ ค้างคาว โรคพิษสุนัขบ้า(Rabies) เป็นโรคที่มีความสำคัญทางการแพทย์และการสาธารณสุข เพราะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและมีอัตราการป่วยตายสูง

เชื้อสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)

โรคพิษสุนัขบ้า มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies Virus) โดยเชื้อโรคจะอาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสามารถติดต่อจากคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ ผ่านการ กัด หรือ เลีย ที่บาดแผล หรือ รอยถลอก หรือ เยื่อบุต่างๆของร่างกาย ในปรเทศไทยพบว่าสุนัขเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญของโรคนี้

ระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)

ระยะฟักตัวของการป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นอยู่กับ การได้รับเชื้อที่บาดแผลหรือเยื่อบุบนอวัยวะของร่างกาย ที่ถูกกัด หรือถูกเลีย โดยหากได้รับเชื้อบริเวณที่ศีรษะ และลำคอ โรคจะมีระยะเวลาฟักตัวสั้นๆกว่าการถูกกัดบริเวณส่วนอื่นๆ  โดยทั่วไป ระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies) จะอยู่ในช่วง 9 วัน ไปจนถึงหลายเดือน แต่ส่วนใหญ่จะมีระยะฟักตัวอยู่ระหว่าง 4 – 8 สัปดาห์

อาการและอาการแสดงของโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)

ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าจะมีอาการค่อยๆเป็นค่อยไป โดยจะมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีไข้ คันหรือปวดบริเวณรอยแผลที่ถูกกัด ทั้ง ๆ ที่แผลนั้นอาจหายเป็นปกติแล้ว ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการหงุดหงิด และกระสับกระส่าย ตื่นเต้น   ไวต่อสิ่งเร้ารอบๆกาย ไม่ชอบแสง ลม และมีน้ำลายไหล กล้ามเนื้อคอมีอาการกระตุกและเกร็งขณะพยายามกลืนน้ำหรืออาหาร ทำให้เกิดอาการ “กลัวน้ำ”  และจะมีอาการเพ้อ คลั่ง สลับกับอาการสงบ ชัก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเป็นอัมพาต  หมดสติ และเสียชีวิต

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)

โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องฉีดวัคซีนป้องกัน แต่ผู้ที่ทำงานกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่นเลี้ยงสุนัข เลีี้ยงแมว หรือผู้มีอาชีพเกี่ยวกับการจับสัตว์เหล่านี้ หรือผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับโรคนี้สมควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน  และผู้มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเช่น ถูกสัตว์กัด เลียแผล แพทย์จะพิจารณาให้วัซีนป้องกันเป็นรายๆไป

การปฏิบัติตนเมื่อเสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า

1 . ทำความสะอาดบาดแผลที่ถูกสัตว์กัดหรือเลียให้สะอาด โดยฟอกแผลด้วยน้ำสบู่ แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทาที่แผล

2. พบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะหากเราทำการรักษาหรือฉีดวัคซีนป้องกันเร็ว จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดโรคได้มากขึ้น และโอกาสจะป่วยเป็นโรคจะน้อยลง

3. สังเกตอาการของสัตว์ที่กัด หรือเลียบาดแผลเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 วัน หากสัตว์ไม่ตาย แพทย์อาจพิจารณางดฉีดวัคซีน แต่หากสัตว์ที่เราสังเกตนั้นตายก่อน 5 วัน ให้ตัดหัว แช่น้ำแข็งและส่งตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า

4. บางครั้ง การรักษา อาจล่าช้า ได้ถึง 5 วัน ในการสังเกตสัตว์ กัด หรือในขณะที่ การตรวจสอบของ สมอง ของมัน จะถูก รอคอย

Tags: , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันสำหรับคนที่เป็นสิว (Acne)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันสำหรับคนที่เป็นสิว (Acne)

สิว

สาเหตุ อาการ การป้องกันสิว

สิว(Acne)

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่นที่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มหรือแตกเนื้อสาว และอาการจะค่อยๆหายไปเมื่ออายุมากขึ้น โดยทั่วไปโรคสิวเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่ตามมาจากโรคคือการที่ผู้ที่เป็นสิวจะมีผิวหน้าที่มีรอยขรุขระหรือแผลเป็นจากสิวมากกว่า บางครั้งจนทำให้ผู้ที่เป็นสิวขาดความเชื่อมั่นและสูญเสียบุคลิกภาพไปเลยก็มี

สาเหตุและอาการของสิว

สิว (Acne) เป็นอาการของผิวหนังที่มีตุ่มขนาดเล็กๆ และมีหนองเป็นไตสีขาวอยู่ข้างใน สิวมักขึ้นตามหน้า หน้าอกหรือแม้แต่แผ่นหลัง  และเกิดจากการอุดตันของน้ำมันที่ร่างกายขับออกมาที่บริเวณรูขุมขน และหากมีแบคทีเรียเจริญเติบโตภายในตุ่มสิวก็จะทำให้เกิดการอักเสบหรือกลายเป็นตุ่มหนองขนาดใหญ่ขึ้น ที่เราเรียวว่า สิวหัวช้าง ได้   ซึ่งอาการดังกล่าวเชื่อว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ และอาจมีปัจจัยอื่นๆกระตุ้นให้อาการของสิวมีมากขึ้น เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล,การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง,การพักผ่อนน้อย เป็นต้น

การรักษาและการป้องกันสำหรับคนเป็นสิว

1.ล้างหน้าด้วยน้ำสบู่อ่อนๆหรือสบู่เด็ก ไม่ควรล้างหน้าบ่อยหรือนานจนเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้เกิดสิวมากขึ้น

2.ไม่กด บีบสิว เค้น แคะ แกะ เกา สิว เพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าไปในสิวและเกิดการอักเสบลุกลามได้

3.ทำใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด

4.ออกกำลังกายเป็นประจำ

5.หากสิวมีอาการอักเสบ ปวด บวม แดงให้พบแพทย์เพื่อรับการรักษา

Tags: , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis)

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คืออะไร?

กระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่ความหนาแน่น ของเนื้อกระดูกลดลงร่วมกับมีความเสื่อมของโครงสร้างภายในกระดูก ซึ่งส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงทำให้กระดูกหักง่ายขึ้น

ภาวะกระดูกพรุน พบมากในผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน มากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้น ความรุนแรง จากกระดูกพรุน และโอกาสกระดูกหักพบมากขึ้น เป็นผลจากความเสื่อมของร่างกาย และจากระดับฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายที่ลดลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเพศ ที่มีส่วนในการคงความสมดุลย์ ระหว่างการสร้างและ การเลื่อมสลาย ของเนื้อกระดูก

 

สาเหตุ และอาการของโรคกระดูกพรุน

กระดูกโปร่งบางและกระดูกพรุนจะรุนแรงมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในระยะกระดูกโปร่งบาง จะยังไม่แสดงอาการ จะรู้ตัวว่ามีภาวะกระดูกพรุน ต่อเมื่อเป็นมากแล้ว โดยเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น อาการปวดตามข้อ ความสูงลดลง หลังโก่ง ค่อม เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวลง

การป้องกันและข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

  1. ในวัยนี้ พึงระวังในเรื่องอุบัติเหตุหกล้ม กระดูกหัก เนื่องจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดลง ความคล่องตัวในการหลีกหนีอุบัติเหตุช้าลง อวัยวะในการรับรู้ คือ สายตาและการได้ยิน อาจจะลดลง จึงควรหมั่นฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่างๆ  และเพิ่มศักยภาพของการมองเห็น และการได้ยิน
  2. จัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ทางเดินและห้องน้ำไม่เปียกลื่น มีแสงสว่างพอเพียง บันไดไม่สูงชัน มีราวจับ ประตู หน้าต่าง มีประตูห้องน้ำเปิดในทิศทางที่ถูกต้อง อุบัติเหตุรุนแรงที่สุด คือ กระดูกหักจากการหกล้ม หรือตกบันได กระดูกข้อมือหัก กระดูกสันหลังหัก หรือกระดูกสะโพกหัก ซึ่งต้องรักษานาน ภาวะแทรกซ้อนมาก อัตราตายสูง
  3. รับประทานแคลเซียม และวิตามินดี ให้เพียงพอในแต่ละวันและเหมาะสมกับอายุ อาหารที่ให้แคลเซียมมาก คือ นม ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต ปลาหรือสัตว์ ที่กินได้ทั้งกระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋อง ถั่ว เต้าหู้ งาดำ และผักใบเขียว
  4. รับประทานอาหารที่มีวิตามินดี ซึ่งได้จากปลาที่ไขมันสูง ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล และ น้ำมันตับปลา ไข่แดง ตับ เห็ดหอม และ จากแสงแดดอ่อนในช่วงก่อน 10 โมงเช้า หรือ หลัง 4 โมงเย็นประมาณ 5-10 นาทีต่อวัน
  5. งดปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้สูญเสียเนื้อกระดูก เช่น ยาที่มีสเตียรอยด์ การสูบบุหรี่ การดื่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน

 

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

Tags: , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้อื่นๆ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระดูกพรุน

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระดูกพรุน

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED)

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร?

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ Erectile Dysfunction (ED) ในผู้ชาย หมายถึง การที่ไม่สามารถที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือคงสภาพ การแข็งตัวได้เป็นเวลานานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้

การแข็งตัวขององคชาติ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

การ แข็งตัวของอวัยวะเพศ เป็นปรากฏการณ์ ทางระบบประสาทและระบบไหลเวียนเลือด ภายใต้การควบคุมของจิตใจ สามารถจำแนกได้เป็น 3 ชนิด คือ จากสมองด้านบน จากปฏิกิริยาตอบสนองที่อวัยวะเพศโดยตรง และการแข็งตัวของอวัยวะเพศขณะนอนหลับ
ความรุนแรงของอาการ มีตั้งแต่เป็นน้อย ปานกลาง หรือเป็นมาก คือ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเลย ทำให้เกิดความลำบากใจทั้งกับผู้ป่วยเอง และคู่สมรส แต่ละช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น  จะพบอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และมีจำนวนมาก ที่ไม่สมัครใจ หรือไม่กล้าไปปรึกษาแพทย์

สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีสาเหตุจากหลายประการ ได้แก่

  • ทางกาย จากความเสื่อมของ ระบบประสาท และหลอดเลือดจากอายุ ที่เพิ่มขึ้น เส้นเลือดตีบจากไขมันเกาะในหลอดเลือด และทำลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ความผิดปกติขององคชาติ การบาดเจ็บต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวขององคชาติ
  • ด้านจิตใจ ความเครียด อารมณ์ หงุดหงิด ซึมเศร้า
  • ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า ยากลุ่นแอนตี้ฮีสตามีน ยาลดความดันโลหิตสูง รวมไปถึงการได้รับสารนิโคตินจากการสูบบุหรี่ เป็นระยะเวลานานๆ
  • พฤติกรรมการดำรงชีวิต ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย

การรักษาโรคโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ในการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED)  ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่า การเกิดจากอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ภาวะการหลั่งเร็ว เกิดมาจากสาเหตุอะไร? เช่น

  • เกิดจากการขาดความสนใจทางเพศ
  • ภาวะที่เกิดขึ้นรบกวนคุณภาพชีวิตหรือไม่
  • การดูแลรักษาโรคประจำตัว มีประสิทธิภาพเพียงใด
  • การใช้ชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ เป็นอย่างไร
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคู่เป็นอย่างไร
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ เช่น อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ขาดความสนใจทางเพศ ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

การรักษาแพทย์อาจใช้ยา ซึ่งปัจจุบัน มียาที่มีประสิทธิภาพมากมาย ทั้งในรูปของยากิน ยาอมใต้ลิ้น ยาฉีด  อาจใช้อุปกรณ์ช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือใช้การบำบัดทางเพศ แล้วแต่ผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป

 การป้องกันโรคโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะสารเสพติด บุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • ดูแลรักษาโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ  เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคซึมเศร้า เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์มีวิตามิน และเกลือแร่ที่หลากหลาย เช่น ปลา ธัญพืชไม่ขัดขาว ถั่ว ผักใบเขียว
  • หัวกระเทียม เห็ด สาหร่ายทะเล ลดอาหารไขมัน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้โลหิตสูบฉีดดีขึ้น ขณะที่ออกกำลังกาย ร่างกายยังมีการหลั่งสาร “เอ็นโดฟีน” ที่ก่อให้เกิดความสุขได้อีกดัวย
  • ทำสมาธิ พักการหายใจ ปล่อยวาง จากปัญหาต่างๆ นอนหลับพักผ่อน ไห้เพียงพอ

 

ที่มา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

 

Tags: , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้อื่นๆ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคมาลาเรีย

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคมาลาเรีย

สาเหตุ  อาการ และการป้องกันโรคมาลาเรีย

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบ เซลลูไลติส (Cellulitis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบ เซลลูไลติส (Cellulitis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบ เซลลูไลติส (Cellulitis)

โรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบ เซลลูไลติส (Cellulitis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง หรือเนื้อเยื้ออ่อนใต้ผิวหนัง เกิดจากเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียแทรกเข้าไปในผิวหนัง   แล้วทำให้เกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื่อเยื่อส่วนที่เชื้อโรคเข้าไป

อาการของโรคโรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบ เซลลูไลติส (Cellulitis)

ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบ เซลลูไลติส (Cellulitis) จะมีอาการแสดงให้เห็นได้ ดังนี้คือ บริเวณที่ติดเชื้อจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดเนื้อเยื่อ เซลล์อักเสบเซลลูไลติส (Cellulitis)  มากกว่าปกติ ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่มีปีญหาเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายไม่ดี เช่น ปลายมือ ปลายขา ปลายเท้า ผู้ที่มีป้ญหาเส้นเลือดตีบ เส้นเลือดขอด ท่อระบายนํ้าเหลืองอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือ ตับแข็ง ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง เซ่น อีสุกอีใส เชื้อรา หรือแม้แต่สิวอักเสบรุนแรง

อาการที่ต้องมาพบแพทย์ทันที

  •  มีไข้สูง หรือหนาวสั่น
  •  มีรอยขีด ข่วน หรือแตกบนผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
  •  อาการปวดไม่ทุเลาลงหลังรับประทาน ยาแก้ปวด
  •  บริเวณผิวหนัง หรืออวัยวะปวด บวม แดง ร้อน หรือมีของเหลวไหลออกจากผิวหนัง ที่มีรอยโรค

การป้องกันโรคเนื้อเยื่อเซลล์อักเสบเซลลูไลติส (Cellulitis)

        1. รักษาความสะอาดของผิวหนัง และร่างกาย เป็นประจำอย่างสมํ่าเสมอ
2. สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนัง ถ้าพบอาการผิดปกติ เซ่น อาการปวด บวม แดง ร้อน หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง นานเกิน 24 ซม. ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
3. หลีกเลี่ยงโอกาสที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง เซ่น อุบัติเหตุ หากได้รับอุบัติเหตุ เซ่น โดนสัตว์หรือคนกัด ถูกวัสดุของมีคมหรือของแหลม ทิ่มแทง ถูกของร้อน ควรรีบมาพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีป้ญหาระบบ ไหลเวียนของหลอดเลือดส่วนปลาย
4. ไม่เดินเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้า ที่เหมาะสมกับ เท้า และสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับเท้าได้

ที่มา:  แผ่นพับหน่วยสุขศึกษา กพย. รพ.ภูมิพลอดุลยเดช พอ.

Tags: , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

โรคข้อเข่าเสื่อม(Osteoarthritis)  เป็นโรคที่มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป หรือผู้สูงอายุ และพบมาในเพศหญิง จากการศึกษาพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้เร็วขึ้น คือ การที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป และส่วนหนึ่งเกิดจากการเสื่อมตามอายุขัย ส่วนใหญ่ข้อที่เสื่อมมักเกิดกับข้อใหญ่ๆ เซ่น ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อกระดูกสันหลัง

สาเหตุโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

ปัญหาปวดเข่าพบได้มากในผู้สูงอายุหญิงมากกว่าชาย เนื่องจากฃนบธรรมเนียมไทยที่ต้องนั่งคุกเข่าพับเพียบ ขัดสมาธิ ซึ่งเป็นท่าที่ทำให้ข้อเข่าถูกกดพับ และเอ็นกล้ามเนื้อถูกยึดมาก การนั่งเข่นนั้นนานๆ ทำให้การหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงเข่า ได้ไม่ดี และเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุไม่ค่อยซอบออกกำลังกาย อีกทั้งต้องทำงานหนักไม่มีการพัก ประกอบกับนํ้าหนักตัว เพิ่มขึ้น ทำให้เข่าต้องแบกนํ้าหนักส่วนเกินนั้น กล้ามเนื้อ จึงหย่อนสมรรถภาพลง จึงทำให้เป็นโรคเข่าเสื่อมได้ง่าย

อาการโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวด เป็นอาการที่พบ บ่อยที่สุด อาจปวดแบบเมื่อยๆ พอทน ปวดแบบเป็นๆหายๆ หรือในรายที่เข่าได้รับบาดเจ็บ จะปวดแบบเฉียบพลันและ ปวดรุนแรง  เข่าบวม เข่าจะบวมทันทีภายหลังได้รับบาดเจ็บ มักเกิดจากมีเลือดออกภายในข้อเข่า อาการบวมมักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ  เข่าอ่อนหรือเข่าสะดุดติด อาจเกิดจากสาเหตุหลาย ประการ แต่ที่พบบ่อยคือ เกิดจากมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายในข้อ ทำให้งอหรือเหยียดเข่าในทันทีทันใดไม่ได้ เข่น เส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนที่ฉีกขาด หรือเศษกระดูกที่หลุดอยู่ในข้อเข่า อาการอาจเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน เช่น ตอนเช้าหลังตื่นนอน นั่งนานๆแล้วลุกขึ้นยืน หรือเกิดขึ้น ภายหลังได้รับบาดเจ็บที่ข้อเข่า   เมื่อปรากฏอาการดังกล่าวแล้วแสดงว่า ท่านเริ่มมีปัญหา ของข้อเข่า ควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง และพิจารณาดูว่า มีอะไรเป็นสาเหตุดังกล่าว จะต้องเริ่มต้นฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อของข้อเข่าให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่เป็น หลักประกันได้ว่า ท่านจะสามารถยืนและเดินอยู่บนขา และ เข่าของตนเองได้ตลอดไป

การป้องกันและการปฏิบัติโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

1. ควบคุมตนเองไม่ให้ อ้วนเกินไป โดยการ ควบคุมอาหารและ ออกกำลังกาย

2. บริหารกล้ามเนื้อรอบๆข้อนั้นให้แข็งแรง

3. ลดการใช้งานข้อนั้นในท่าที่ผิดจากธรรมชาติ เข่น การ นั่งยองๆ การนั่งพับเพียบ คุกเข่า และการนั่งขัดสมาธินาน เกินไป เป็นต้น

4. ขณะที่มีอาการปวด ควรรีบปรึกษา แพทย์ เพื่อทำการรักษาภาวะอักเสบ ของข้อ แล้วเริ่มทำกายภาพบำบัด เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 แหล่งที่มา: เอกสารให้ความรู้เรื่องโรคข้อเข่าเสื่อม หน่วยสุขศึกษา โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมการแพทย์ทหารอาการ

Tags: , , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหอบหืด (Asthma)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหอบหืด (Asthma)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหอบหืด (Asthma)

โรคหอบหืด(Asthma) เป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย และพบได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่จะพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว

สาเหตุของโรคหอบหืด(Asthma)

โรคหอบหืด(Asthma)  เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยมีภาวะตีบแคบของหลอดลม อันเนื่องมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ผนังหลอดลม เมื่อหลอดลมของร่างกายเรามีการตีบแคบลงจึงทำให้อากาศที่ผ่านเข้าออกหลอดลมทำได้ลำบากยิ่งขึ้น และได้รับอากาศไม่เพียงพอจึงทำให้หายใจถี่ขึ้นกว่าปกติ โรคนี้มักเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์

อาการของโรคหอบหืด(Asthma)

ผู้ป่วยโรคหอบหืด จะมีอาการหายใจลำบาก   อึดแน่นในหน้าอก  โดยเฉพาะช่วงที่หายใจออก  หายใจเสียงดัง บางรายอาจมีอาการไอ   มีเสมหะข้นเหนียว คันจมูก อาการมักจะเป็นตอนกลางคืนหรือสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการแพ้  หากฟังปอดจะพบเสียงวี้ดภานในปอด(Wheezing) ผู้ป่วยส่วนมากจะไม่มีไข้ หากเป็นมาก

การป้องกันหอบหืด(Asthma)

1.ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนแพ้ สัมผัส หรือรับประทานแล้วมีอาการหอบหืดขึ้น และต้องพบแพทย์ตามนัด

2.รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ และดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ และร่างกายขับเสมหะได้ดีขึ้น

3.ทำจิตใจให้สบาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยขน์ และสร้างสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง

4.รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

………………………………….

วีดิโอที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหอบหืด (Asthma)

Tags: , , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันและปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเก๊าท์(Gout)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันและปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเก๊าท์(Gout)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันและปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเก๊าท์(Gout)

โรคเก๊าท์(Gout) เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังที่พบได้บ่อยในประชาชนคนไทย  และเป็นโรคที่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

สาเหตุของโรคเก๊าท์(Gout)

สาเหตุของโรคเก๊าท์(Gout) เกิดจากการที่ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริก(Uric acid) ในร่างกายในปริมาณที่สูงเกินไป  ซึ่งกรดยูริกจะเป็นสารที่หลงเหลือจากการเผาผลาญสารเพียวรีน(Purine) ของร่างกาย โดยสารดังกล่าวจะพบมากในอาหารประเภทเครื่องในสัตว์และเนื้อสัตว์ต่างๆ และโดยปกติกรดยูริกที่เกิดขึ้นมาในร่างกายจะมีการขับออกจากร่างกายทางไต แต่หากร่างกายไม่สามาารถขับออกได้ดี หรือร่างกายมีการผลิตกรดยูริกมากเกินไปก็จะสะสมในเลือดและตกลึกสะสมอยู่ตามข้อต่อต่างๆของร่างกายเช่น ข้อมือ  ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า เป็นต้น

อาการของโรคเก๊าท์(Gout)

ผู้ที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคเก๊าท์(Gout) จะมีอาการปวดตามข้อต่างๆของร่างกาย  บางรายจะมีอาการบวมแดงที่บริเวณข้อ บางรายปวดมากจนเดินไม่ไหว อาการมักจะเป็นมากตอนกลางคืน หรือหลังจากรับประทานอาหารที่มีสารเพียวรีน(Purine) สูง เช่น เครื่องในสัตว์  เนื้อสัตว์ เหล้า เบียร์ เป็นต้น อาการจะเป็นไม่มากในระยะแรก ต่อมาจะมีอาการมากขึ้น และถี่ขึ้นเรื่อยๆ  และจำนวนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มมากขึ้น หากร่างกายมีการสะสมของกรดยูริกตามข้อต่างๆมากขึ้น จะทำให้ให้มีปุ่มหรือก้อนเกิดขึ้นบริเวณข้อที่ปวด เช่นข้อเท้า ข้อมือ ข้อศอก รวมทั้งบริเวณใบหู ซึ่งทางการแพทย์เรียกตุ่มเหล่านี้ว่าตุ่มโทไฟ(Tophi) บางรายตุ่มนี้อาจแตกออกและพบสารสีขาวๆคล้ายยาสีฟัน เมื่อกรดยูริกสะสมในข้อต่างๆมากขึ้นจำทำให้ข้อพิการและใช้งานไม่ได้

การรักษาโรคเก๊าท์(Gout)

หากสงสัยให้พบแพทย์  และแพทย์อาจจะให้ทำการตรวจเลือดเพื่อหาระดับของกรดยูริกในเลือดเพื่อประกอบการวินิจฉัย

การป้องกันและปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเก๊าท์(Gout)

1.สำหรับผู้ป่วยหากมีอาการปวดข้อให้พักผ่อนมากๆ และดื่มน้ำบ่อยๆเพื่อขับกรดยูริกออกจากร่างกาย  ประคบข้อที่ปวดด้วยน้ำอุ่น และงดอาหารที่มีกรดยูริกสูง

2.รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัด

3.ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันการที่กรดยูริกสะสมในไต ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในไตได้

4.สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมากควรลดน้ำหนัก

5.หากมีอาการปวดข้อ ให้งดอาหารที่กรดยูริกสูง เช่น  เครื่องในสัตว์ เหล้าเบียร์  เนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เป็นต้น

………………..

โรคเก๊าท์(Gout)

Tags: , , , , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้รากสาดน้อย(Typhoid Fever/Enteric Fever)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้รากสาดน้อย(Typhoid Fever/Enteric Fever)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้รากสาดน้อย(Typhoid Fever/Enteric Fever)

ไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์ เป็นโรคที่รู้จักกันมานานในสังคมไทย ในสมัยโบราณมักจะเรียกชื่อโรคนี้ว่า  “โรคไข้หัวโกร๋น” เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการไข้เป็นระยะยาวนานและไม่มียารักษา ผู้ป่วยจึงผมร่วงมาก โรคนี้ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่พบมากในกลุ่มอายุ 10-30 ปี

สาเหตุของโรคไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์

ไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์ มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typhi  และติดต่อกันโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงถึอว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหารและน้ำอีกโรคหนึ่ง

อาการของไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ Salmonella typhi เข้าไปในร่างกายโดยผ่านการกิน โรคจะใช้เวลาฟักตัวอยู่ประมาณ 7-21 วัน หลังจากนั้นผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการไข้ต่ำๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน ต่อมาจะมีอาการไข้สูงขึ้นเรื่อยๆและมีอาการไข้ทุกวัน และไข้สูงตลอดเวลา รับประทานยาลดไข้ไม่ลด และมีอาการปวดศีรษะมาก และหากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะซึมและเบื่ออาหารมาก และมีหน้าซีด

การรักษาโรคไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์

หากมีอาการไข้สูง และไข้นานเกินกว่า 7 วัน และมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์ควรพบแพทย์

การป้องกันโรคไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์

1.รับประทานอาหารที่สุกไม่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาด

2.ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร หรือทำอาหาร และหลังจากการถ่ายอุจจาระ

3.ควรขับถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

Tags: , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเบาหวานที่ประชาชนควรรู้

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเบาหวานที่ประชาชนควรรู้

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเบาหวานที่ประชาชนควรรู้

โรคเบาหวาน

เป็นโรคที่ร่างกายมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ร่างกายไม่สามารถเอาน้ำตาลส่วนนี้ไปใช้ได้ ซึ่งเป็นผลจากการขาดฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนที่มีชื่อเรียกว่า อินซุลิน และ ถ้าเป็นมากนํ้าตาลนั้นจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน ญาติหรือผู้ป่วยจะสังเกตได้เองจากการที่มีมดมาตอมปัสสาวะ เราเรียกอาการนี้ว่า เบาหวาน โรคเบาหวานพบได้ในวัยสูงอายุประมาณ ร้อยละ 8-10 และเป็นโรคไม่ติดต่อที่สำคัญอย่างยิ่งในประเทศไทย เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด และหากผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนืองนาน ๆ จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่นตาบอด  เส้นเลือดสมองตีบ เป็นอัมพาต อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากผู้ป่วย สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในสภาวะ และดูแลตนเองในเอง ในการเลือกกินอาหาร ออกกำสังกายอย่างเหมาะสม ดูแลเท้า ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยก็จะมีชีวิตยาวนานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาการของโรคเบาหวาน

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • ถ่ายปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณมาก (เกือบทุกชั่วโมง) เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกมาทางปัสสาวะ
  • กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหิว และกระหายน้ำบ่อย เพื่อเป็นการชดเชยน้ำที่สูญเสียไป
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

ทางการแพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลใน เลือด(เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ) หลังจากงดอาหาร 6-8 ชั่วโมง มากกว่า 126 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ จำนวน 2 ครั้ง ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องมีการดูแลและควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

โรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อการทำงานทุกระบบของร่างกาย ปัญหาของโรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับ น้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติได้เป็นระยะเวลานาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูงเนืองๆ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ มีขนาดกลาง และเล็กที่นำเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ซึ่งอวัยวะที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ได้แก่

  1. หัวใจ : ในผู้ปวยโรคเบาหวาน ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ ซึ่งมักเกิดร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น เส้นเลือดที่ไป เลี้ยงหัวใจตีบ เกิดการอุดตันของเส้นเลือด กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจทำงานไม่ปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอกเวลาทำงานหนักหรือออกกำลังกาย เมื่อพักจะหายไป แต่ถ้าเป็นมากจะมีอาการเจ็บตลอดเวลาและ รุนแรงมากขึ้นจนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
  2.  สมอง : ผู้ป่วยเบาหวานมักมีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เกิดการ แข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น และถ้าผู้ป่วยมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน จะทำให้หลอดเลือดขนาดกลางที่ไปเลี้ยงสมองเกิดภาวะตีบตัน ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต ครึ่งซีก เดินไม่ได้ หรือพูดไม่ได้ เป็นต้น
  3. ตา : ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตา

ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เลือดไปเลี้ยงตาได้น้อยลง ทำให้เกิดความผิดปกติกับกระจกตา ประสาท ตา กล้ามเนื้อตา แก้วตา และจอรับภาพ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานมักจะเป็นต้อกระจกได้ง่ายกว่าคนปกติ และบางรายอาจมีภาวะหนังตาตกได้ นอกจากนั้นภาวะแทรกซ้อนที่ตาที่สำคัญที่สุด คือ เส้นเลือด ในจอรับภาพมีการเปลี่ยนแปลงเกิดความเปราะบางกว่าปกติ ทำให้เส้นเลือดปริแตก มีเลือดออกในลูกตาด้านหลังกระจกตา และที่จอรับภาพ ซึ่งเป็นผลให้ตาบอดทันที

4. ไต : การที่ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงจะทำให้เส้นเลือดเล็ก ขาดประสิทธิภาพในการไป เลี้ยงไต ทำให้เซลล์ไตตายไปทีละน้อย โดยผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงออก แต่จะเห็นความผิดปกติได้ จากการตรวจปัสสาวะ และในที่สุดถ้าเป็นเรื้อรังนาน ๆ จะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะไตวายได้

5. ผิวหนัง : ผู้ป่วยมักเป็นเชื้อราที่ผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน มีรอยอักเสบและหนองจากการถูกยุงกัดและการเกา และถ้าเป็นแผลจะมีโอกาสติดเชื้อโรคและรักษาให้หายได้ช้ากว่าคนปกติ

6.ทางเดินปัสสาวะ : ผู้ป่วยมีการติดเชื้อได้ง่าย และมีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ หรือ ไตอักเสบ กรวยไตอักเสบ ซึ่งมักมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด และถ้าเกิดการอักเกรวยไตอาจทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น และช็อคได้

การป้องกันโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถป้องกันได้โดยการลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวาน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตให้ถูกต้อง เช่น
– การงดสูบบุหรี่ ดื่มสุราและของมึนเมาชนิดต่างๆ
– การลดความอ้วน ลดการบริโภคอาหารประเภทหวาน มัน เค็ม
– การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเป็นประจำ
– ตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปีทุกปี

ที่มา:

&&&&&&&&&&&&&

 

Tags: , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคต้อเนื้อ (Pterygium)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคต้อเนื้อ (Pterygium)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคต้อเนื้อ (Pterygium)

               โรคต้อเนื้อ (Pterygium) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าต้อลิ้นหมานี้พบมาก ในประเทศที่มีแสงแดดร้อนจัดและมีฝุ่นละอองมาก ในประเทศไทยพบมากโดยเฉพาะผู้ต้องตากลมตากแดดเป็น เวลานานๆ เช่น ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขับขี่มอเตอร์ไซด์ เป็นต้น

ต้อเนื้อ (Pterygium) จะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้า ไปในตาดำ โดยอาจจะเป็นที่บริเวณหัวตา หรือหางตาก็ได้ บางรายอาจจะลุกลามยื่นเข้าไปในตาดำจนบังรูม่านตา ทำให้ตามัวไต้

อาการของโรคต้อเนื้อ (Pterygium)

ผู้ที่เป็นโรคต้อเนื้อเมื่อแรกๆจะเป็นเพียงตุ่มเล็ก ๆ สีขาวเหลืองบริเวณ หัวตาหรือหางตาใกล้ขอบตาดำก่อน  เราเรียกว่า ต้อลม เพราะเวลาถูกลม ถูกแดดหรือฝุ่นละออง  มักจะแดง ระคายเคืองตามาก จะมีความรู้สึกว่าตาแห้ง   และนาน ๆ เข้า ตุ่มเล็ก ๆ นี้จะค่อย ๆ ลามเข้าสู่ตาดำกลายเป็น ต้อเนื้อ ระยะแรกที่มีอาการระคายเคืองมาก แพทย์จะให้ยาหยอดตา ช่วยลดอาการ (ไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เอง)

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นโรคต้อเนื้อ (Pterygium)

โรคต้อเนื้อถ้าปล่อยให้เป็นมากถึงขนาดปิดรูม่านตาแล้ว จะเป็นการไปบดบังการมองเห็น  ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้เป็นมากจนเกินไป และควรจะไปให้แพทย์ทำการลอกตัดออก อย่างไรก็ตามต้อเนื้ออาจเกิดขึ้นใหม่ได้ถ้าผู้ป่วยกลับไปเผชิญกับมลภาวะเช่นเดิม จึงควรหลีกเลี่ยงการถูกแดด ฝุ่น ลม เป็นประจำ การใส่แว่นกันแดดก็จะช่วยป้องกันแสงแดด และฝุ่นลมได้ด้วย

 

ที่มา:

Tags: , , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้อื่นๆ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคต้อหิน (Glaucoma)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคต้อหิน (Glaucoma)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคต้อหิน (Glaucoma)

                โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งที่ทำให้เกิดตาบอดใน ผู้สูงอายุ เกิดจากการที่ความดันลูกตาสูงขึ้นผิดปกติทำให้ ประสาทตาค่อย ๆ เสียไปทีละน้อยจนกระทั่งตาบอดไปในที่สุด

               ชนิดของโรคต้อหิน (Glaucoma)

โรคต้อหินแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

โรคต้อหินชนิดเฉียบพลัน

เป็นโรคต้อหินที่พบมากในคนสายตายาว  และจะพบมากในวัยเลยวัยกลางคนไปแล้ว เกิดจากช่องระบายของเหลวในตา เกิดปิดทันทีทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน พอเริ่มเป็นจะมีอาการอย่างรวดเร็ว ทำให้ตาบอดได้ภายใน ไม่กี่วัน

                อาการของโรคต้อหินชนิดเฉียบพลัน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินชนิดเฉียบพลัน จะมีอาการดังต่อไปนี้

  1. ตาแดงผิดปกติ ปวดตาอย่างรุนแรงทันที
  2. เมื่อมองที่ดวงไฟ จะเห็นเป็นสีรุ้ง
  3. ตามัวอย่างรวดเร็ว ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน
  4. มักเป็น 1 ตา

การรักษาโรคต้อหินชนิดเฉียบพลัน

ถ้ามาหาแพทย์ในระยะแรก แพทย์จะรีบให้ยาลด ความดันลูกตา แล้วจะพิจารณาทำการผ่าตัดที่เหมาะสม ต่อไป   ต้อหินชนิดเฉียบพลันนี้สามารถป้องกันได้หรือถ้าเป็น ใหม่ ๆ ก็รักษาให้หายได้โดยการทำผ่าตัด แต่ต้องทำอย่างเร็ว เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้ตาบอดได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อสงสัยเป็นโรคต้อหินชนิดเฉียบพลัน

รีบพบแพทย์ทันที ถ้าทิ้งไว้ตาจะบอดภายในไม่เกิน 1 – 2 สัปดาห์ และยิ่งมาช้าการผ่าตัดก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้น โอกาส เกิดโรคแทรกช้อนหลังผ่าตัดมากขึ้น

 

                 โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง

โรคต้อหินชนิดเรื้อรัง เกิดจากการอุดตันของช่องระบายนํ้า ภายในลูกตาอย่างช้าๆ ทำให้ความดันลูกตาค่อย ๆ สูงขึ้น เกิดกับคนอายุมากโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุมากกว่าสี่สิบปี ขึ้นไป หรือมีประวัติบิดามารดาเป็นต้อหิน หรือมีประวัติมีอุบัติเหตุในตามาก่อน

                อาการโรคต้อหินชนิดเรื้อรัง

  1. ในระยะแรกบางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลย บางรายอาจรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย เวลาอ่านหนังสือจะเพลีย และพร่าตาเร็วกว่าธรรมดา ความดันลูกตาที่สูงขึ้นจะค่อย ๆ ทำลายสายตารอบนอกก่อน ในขณะที่การมองเห็นตรงกลาง ยังดีอยู่ ลานสายตาหรือรัศมีการมองเห็นจะแคบลงเรื่อย ๆ
  2. ระยะท้าย ๆ ของโรค ผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลง อย่างมาก มองอะไรข้าง ๆ ไม่เห็น ชอบเดินชนโน่นชนนี่ สุดท้ายจริง ๆ มองตรงไปข้างหน้าก็ไม่เห็นถึงระยะนี้ประสาทตาของผู้ป่วยจะถูกทำลายไปเกือบหมดแล้วทำให้ตาเริ่มบอด จนในที่สุดจะบอดสนิท

การรักษาโรคต้อหินชนิดเรื้อรัง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ โรคต้อหินชนิดนี้จึงอันตรายมาก เพราะทำให้สายตาเสียโดยไม่รู้ตัวจนบอดสนิท    จุดประสงค์ของการรักษาก็คือ ควบคุมความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อหยุดยั้งการทำลายประสาทตาและลานสายตา  ส่วนใหญ่แพทย์จะใช้ยาหยอดตา และปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์โดยเคร่งครัด ถ้ารักษาทางยาไม่ได้ผลแพทย์ อาจทำการฉายแสงเลเซอร์หรือใช้วิธีผ่าตัดเพื่อพยุงการมอง เห็นไม่ให้เสียมากขึ้น

คำแนะนำเพื่อป้องกันโรคต้อหิน

  1. ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันลูกตา คัดกรองโรคต้อหินโดยเฉพาะคนที่มีแนวโน้มจะเป็นต้อหิน
  2. การซื้อยาหยอดตามาหยอดตาเอง อาจเกิดต้อหินไต้
  3. เมื่อรักษาแล้ว ตาอาจเห็นไม่ดีขึ้น
  4. ถ้าไม่รักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ตาจะค่อยๆ บอด ทีละน้อย
  5. ต้องดูแลรักษาตลอดชีวิต และปฏิบัติตามคำสั่ง แพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยป้องกันตาบอด

 

ที่มา:

Tags: , , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

เชื้อไวรัสโคโรน่า เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในคน และสัตว์ พบได้ทั่วโลก และ ทุกกลุ่มอายุ ส่วนมากอาการไม่รุนแรง ขณะนี้ยังไม่พบ หลักฐานว่า เชื้อไวรัสนี้ มีการถ่ายทอดจากคนสู่คน เชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 เป็นคนละสายพันธุ กับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส

อาการของผู้ที่ติดเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

ผู้ป่วยจะมีอาการการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน และรุนแรงโดยมีอาการไข้ ไอ หายใจถี่ และหายใจติดขัด ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าจะแสดงอาการเมื่อใด

การติดต่อของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่จะยืนยันว่าติดเชื้อมาได้อย่างไร องค์การอนามัยโลกประเมินว่ายังไม่รุนแรงเหมือนโรคซาร์ส  แต่เพื่อประโยขน์ในการป้องกันควบคุมโรค ต้องอนุมานว่าการติดต่อของเชื้อไวรัส โคโรน่า 2012 นี้ ถ้าจะติดต่อจากคนสู่คน น่าจะผ่านทางฝอยละออง ได้แก่ นํ้ามูก  นํ้าลาย จากผู้ป่วยที่มีเชื้อไปยังบุคคลอื่นโดยการไอ หรือจามและการสัมผัส กับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย  ส่วนการแพร่กระจายทางอากาศมีโอกาสน้อย

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

หากจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ
ก่อนเดินทาง
1.ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศต้องเตรียมร่างกาย ให้พร้อม และเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล  เช่น การล้างมือ เป็นต้น
2.ขอรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามที่กำหนด
ระหว่างอยู่ต่างประเทศ
1.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอ หรือจาม
2.หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่แออัด ผู้ที่มีโรคประจำตัว เสี่ยงต่อการป่วยควรใส่หน้ากากอนามัยและเปลี่ยน บ่อยๆ
3.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยนํ้าและสบู่
4.หากมือาการคล้ายไข้หวัด เซ่น ไข้ ไอ จาม มีนํ้ามูก ให้ใส่หน้ากากอนามัยและหลีกเสี่ยงการคลุกคลีกับ ผู้อื่น หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการหอบเหนื่อย หายใจ ติดขัด ควรรีบพบแพทย์
5.ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแล อย่างเคร่งครัด ในการป้องกันโรค
6.ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดีได้แก่ กินร้อน ข้อนกลาง ล้างมือ
หลังเดินทางกลับประเทศไทย
หลังกลับมาจากต่างประเทศให้สังเกตอาการต่ออีก 10 วัน หากมีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ควรพัก อยู่กับบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ หากอาการ ไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน หรือมีอาการไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ควรไปพบแพทย์พร้อมทั้ง แจ้งประวัติ การเดินทาง

ที่มา: กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข

Tags: , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Virus, WNV)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Virus, WNV)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Virus, WNV)

                 ไข้เวสต์ไนล์นี้ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความสำคัญ  เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ระหว่างสัตว์ และคน เป็นโรคสัตว์แปลกถิ่น และยังไม่มียารักษาเฉพาะ ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคไข้เวสตไนส์ในประเทศไทย และโอกาสที่โรคนี้จะแพร่จากต่างประเทศ มาสู่ไทยเกิดขึ้นได้น้อย ความเสี่ยงของประเทศไทยที่จะเกิดการระบาดของโรคไข้ไวรัสเวสต์ไนล์ขึ้นนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในระดับตํ่า แต่ต้องไม่ประมาทโอกาสความเป็นไปได้ที่โรคนี้ จะมาสู่ประเทศไทย ได้แก่การแพร่มาทางยุง/สัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น นก ม้า หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซนิดอื่น

สาเหตุของโรคไข้เวสต์ไนล์

          เกิดจากเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile virus; WNV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ใน กลุ่มเดียวกับโรคไข้สมองอักเสบ และไข้เลือดออก โรคนี้ ติดต่อโดยมียุงเป็นพาหะ ดังนั้นวิธีการป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัด

  อาการของโรคไข้เวสต์ไนล์

ผู้ป่วยหลังได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการของโรคไข้เวสต์ไนล์ นับจากวันที่ถูกยุงที่ติดเชื้อไวรัสกัดโดยเฉลี่ย 5-15 วัน และจะเกิดกลุ่มอาการได้ 3 แบบ คือ
(1)    กลุ่มอาการรุนแรง รายที่มีอาการรุนแรงจะมี อาการทางสมองร่วมด้วย ได้แก่ สมองหรือเยื่อหุ้มสมอง อักเสบ มีอาการไข้สูง คอแข็ง ซึม ซัก และหมดสติ
(2)    กลุ่มอาการไม่รุนแรง จะมีไข้ปวดศีรษะ หนาวสั่น มีเหงื่อออก มีผื่นที่ผิวหนัง อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลีอง อักเสบ ซึม ปวดข้อ และมี อาการคล้ายไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนโดยทั่วไปอาการจะ ดีขึ้นภายใน 7 – 10 วัน แต่จะยังคงมีอาการอ่อนเพลีย ประมาณ 1 สัปดาห์ และมีอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ อีก ประมาณ 2 เดือน
(3)    ไม่แสดงอาการ ซึ่งพบได้ร้อยละ 80

  พาหะนำโรคไข้เวสต์ไนล์
พาหะนำโรคที่สำคัญ คือ ยุงรำคาญ(Culex spp.)ที่ติดเซี้อไวรัสกัด หรืออาจติดโดยยุงชนิดอื่นๆ เช่น ยุงลาย (Aedes spp.) นอกจากนี้ยังมีการแยกเชื้อไวรัส ได้จากยุงเสือ (Monsonio spp.) และเห็บอีกด้วย โรคนี้ไม่ติดต่อผ่านการสัมผัสทั่วไป

การป้องกันโรคไข้เวสต์ไนล์

  •  ไม่ควรออกไปนอกบ้านในช่วงเวลาพลบคํ่า และกลางคืนเมื่อมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น
  •   ถ้าจำเป็น ก่อนออกจากบ้านควรสวมเสื้อผ้า ปกคลุม ร่างกายให้มิดชิด
  •   ใช้ยาทาผิวหนังป้องกันแมลงหรือยุงกัด (ไม่ควรใช้ในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี  เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้)
  •    ใช้ยาฆ่ายุงตัวแก่และทำลายลูกน้ำยุงบริเวณในบ้านและนอกบ้าน

 

ที่มา : กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข

Tags: , , , , , , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเอดส์(AIDS)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเอดส์(AIDS)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเอดส์ (AIDS)

       โรคเอดส์เป็นโรคติดเชื้อที่เป็นอันตรายมาก และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ  เพราะในขณะนี้ยังไม่มียารักษา และยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันผู้ที่ติดเชื้อ

สาเหตุและการติดต่อโรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรคหรือกลไกต่อต้านเชื้อโรคของร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันลดน้อยลงหรือไม่มี   ร่างกายจึงติดเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ได้ง่าย แม้กระทั่งเชื้อที่พบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตราย นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดมะเร็งของผิวหนังบางชนิด

เชื้อไวรัส HIV จะมีอยู่ในเลือดหรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม น้ำเหลือง เสมหะ และปัสสาวะของผู้ป่วยที่มีเชื้อเอดส์   เชื้อจะติดต่อไปยังผู้อื่น โดยผ่านทางบาดแผล รอยฉีกขาดที่ผิวหนัง หรือเยื่อบุ ของร่างกาย

ทางติดต่อที่สำคัญ คือ

  1. ในผู้ใหญ่โดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอดส์ ทั้งแบบรักร่วมเพศ หรือรักต่างเพศ ผู้ชายที่มีประวัติเที่ยวหญิงโสเภณี มีโอกาสติดเชื้อสูง และเมื่อติดเชื้อแล้วก็จะนำมาแพร่ให้กับภรรยา ซึ่งแพร่ไปยังทารกในครรภ์ได้ต่อไป
  2. การได้รับเชื้อเอดส์ผ่านเข้าทางกระแสเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยา กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ
  3. การถ่ายทอดเชื้อเอดส์จากมารดาสู่ทารก ในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเชื้อผ่านทางรกหรือระหว่างคลอด โดยมีการฉีกขาดของผิวหนัง หรือเยื่อบุของลูก และเชื้ออาจผ่านทางน้ำนมไปสู่เด็กได้

อาการโรคเอดส์ (AIDS)

ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์เป็นการติดเชื้อแบบถาวร มีระยะพักตัวของโรคยาว อาจไม่มีอาการอะไรเลยเป็น เวลาหลายๆปี แต่สามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้ การเจ็บป่วยจะเป็นการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลาย และทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและก่อโรคได้ง่ายขึ้น เมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายมากขึ้นก็จะมีอาการต่างให้เห็น เช่น

  1. ท้องเสียเรื้อรังมากกว่า 1 เดือน
  2. มีไข้นานเกินกว่า 1 เดือน
  3. มีการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างเรื้อรัง หรือเป็นรุนแรง
  4. มีต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป หรือมีตับ ม้ามโต
  5. มีการติดเชื้อรา เป็นฝ้าขาวในปากและคอ
  6. ไอเรื้อรัง
  7. มีผื่นที่ผิวหนังทั่วตัว
  8. น้ำหนักลด

การป้องกันโรคเอดส์ (AIDS)

เนื่องจากโรคเอดส์สามารถติดต่อโดยทางหลักๆคือการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ติดเชื้อ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุด คือการรักเดียวใจเดียว และต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์  และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด เป็นต้น สำหรับ คู่สามีภรรยาที่ติดเชื้อควรกำเนิด และแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ ไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย

ที่มา:โรคเด็กที่พบบ่อย กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข

วีดิโอที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเอดส์(AIDS)

Tags: , , , , ,

2 Responses to " สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเอดส์(AIDS) "

  1. ถ้าเป็นหนองในหลายๆครั้งมีสิทธ์เป็นเอดส์ไหม อ่่ะ

    • admin says:

      การที่เราเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็เสี่ยงที่จะติดเอดส์แล้วละครับ แต่บอกว่าเสี่ยงเฉยๆนะครับ เพราะการที่คนคนหนึ่งจะติดเชื้อเอดส์หรือไม่มีหลายปัจจัยครับ เช่น คู่ที่เราหลับนอนด้วยมีเชื้อเอดส์ในร่างกายหรือไม่หรือเป็นแต่หนองในเฉยๆ ปริมาณเชื้อมีมากพอไหม? ร่างกายเรามีภูมิคุ้มกันโรคแค่ไฟน เป็นต้น ดังนั้นการที่จะรู้ว่าเราติดเชื้อเอดส์หรือไม่วิธีที่แน่นอนที่สุดคือ การตรวจเลือดเท่านั้นครับ และการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ครับ

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคธาลัสซีเมีย

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคธาลัสซีเมีย

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคธาลัสซีเมีย

            โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคเหนือ โดยมีผู้ป่วยสูงถึงร้อยละ 1 ของประชากรทั้งประเทศเป็นโรคนี้ และร้อยละ 40 ของประชากรมียีนที่ผิดปกติที่เป็นพาหะของโรค และร้อยละ 5.5 ของคู่สมรสมีอัตราเสี่ยงในการให้กำเนิดบุตรที่มีความผิดปกติของฮีโมโกลบิน

สาเหตุของโรคธาลัสซีเมีย

ตัวยีนที่ทำให้เกิดโรคนี้อยู่ในสายเลือดของทั้งพ่อและแม่ สามารถถ่ายทอดไปยังลูก ทำให้ลูกบางคนเป็นพาหะ ในญาติพี่น้องจะมีประวัติมีคนเป็นโรคโลหิตจางเช่นเดียวกับผู้ป่วย

อาการผู้ที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการซีด ท้องป่อง เพราะมีตับโต ม้ามโต เวลาป่วยจะซีดลงมาก อ่อนเพลียมากกว่าปกติ  เจ็บป่วยบ่อย ลักษณะหน้าตาจะสังเกตง่ายคือ หน้าแบน หน้าผากโหนก ดั้งจมูกแฟบ โหนแก้มสูง ตัวเล็กแคระแกรน โตขึ้นเด็กมักจะมีปมด้อยเนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง จำเป็นต้องพบแพทย์   และรักษาตลอดชีวิต เพราะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด

การรักษาโรคธาลัสซีเมีย

การรักษาโรคธาลัสซีเมียจะเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น เมื่อซีดมากต้องให้เลือด เมื่อเจ็บป่วยต้องรักษาตามอาการของโรคที่เป็น

การป้องกันโรคธาลัสซีเมีย

  1. ผู้ที่เป็นโรคถ้าจะแต่งงาน ควรตรวจว่าคู่สมรสเป็นโรคหรือเป็นพาหะหรือไม่ ถ้าเป็นจะมี โอกาสที่จะให้กำเนิดบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย จะต้องวางแผนครอบครัว ถ้าต้องการมีบุตรควรปรึกษาแพทย์
  2. ผู้ที่ไม่เป็นโรค จะแต่งงานควรตรวจคู่สมรส ถ้าคู่สมรสมียีนผิดปกติ ควรวางแผนครอบครัว  หรือปรึกษาแพทย์ก่อนมีบุตร
  3. สำหรับผู้ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย ไม่ควรมีบุตร ถ้าต้องการมีบุตรเพิ่มควรปรึกษาแพทย์

 

 

…………………………………

ที่มา:โรคเด็กที่พบบ่อย กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข

15 Responses to " สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคธาลัสซีเมีย "

  1. ดิฉันดีใจ ที่สามารถค้นหาข้อมูลความรู้ที่ต้องการทราบ จากหน้านี้ ดิฉันยังต้องการทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับโรคต่างๆอีกมากเพื่อการเรียนรู้ ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลค่ะ

  2. ขอข้อมูลการปฏิบัติตนเมี่อเป็นพาหะธาลัสชีเมีย

  3. ทำไมหลานผมถึงเปนโรคนี้ครับ พ่อแม่ก็ไม่ได้เปนแล้วทำไมถึงเป็นได้ครับ ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยครับ

    • admin says:

      การที่พ่อแม่ไม่ได้เป็นโรคธาลัสซีเมีย แล้วลูกเป็นธาลัสซีเมีย ก็มีโอกาสเป็นได้นะครับ เพราะพ่อและแม่อาจมียีนที่เป็นพาหะของโรค(ทั้งพ่อ และแม่เป็นพาหะของโรค) ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะของโรคจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นนะครับ สำหรับประเทศไทยจะมีผู้เป็นพาหะโรคนี้ 30-40% และหากพ่อเป็นพาหะ และแม่เป็นพาหะ โอกาสที่จะมีลูกเป็นธาลัสซีเมียจะมีสูงถึง ร้อยละ 25 เลยครับ…..

  4. แล้วพึ่งตรวจตอนอายุ 13ปี พบว่าเป็นโลหิตจางปัจจุบันอายุ13ปีค่ะ แล้วพึ่งเป็นควรปรับตัวยังไงดีค่ะ

    • admin says:

      ที่จริงตรวจเลือดแล้วพบว่าโลหิตจาง อาจจะไม่ใช่ธาลัสซีเมียก็ได้นะครับ เพราะโลหิตจางเป็นภาวะของร่างกายที่มีความเข้มข้นของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติซึ่งอาจจะเกิดจากโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือภาวะผิดปกติของเม็ดเลือด หรือเป็นธาลัสซีเมีย หรือโรคอื่นๆก็ได้ครับ ซึ่งแต่ละโโรคก็จะมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันไป ทางที่ดีควรพบแพทย์และตรวจให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งครับ….

  5. ตอนนี้ตั้งครรภ์ได้11สัปดาห์แล้วค่ะผลตรวจเลือดออกมาว่าดิฉันเป็นโรคธาลัสซีเมียแต่แฟนไม่เป็นแล้วลูกจะมีกี่%ที่จะเป็นปกติค่ะ

    • admin says:

      ตามทฤษฎีถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคธาาลัสซีเมียเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนปกติ (หรือพูดง่ายๆก็คือ เป็นโรค 1 คน ปกติ 1 คน) ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งลูกทุกคนจะมียีนแฝง หรือเท่ากับเป็นพาหะ 100 % ผมบอกว่าเป็นพาหะของโรคนะครับ ไม่ใช้ผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมีย

  6. พ่อกับแม่ไม่เป็นพาหะ พาลูกไปตรวจหมอบอกเป็นโรคธาลัสซีเมีย เป็นได้หรือไม่

    • admin says:

      พ่อกับแม่ไม่ได้เป็นพาหะทั้งคู่ ลูกไม่น่าจะเป็นโรคธาลัสซีเมียนะครับ ทางที่ดีพ่อกับแม่ต้องตรวจให้ละเอียดครับว่าเป็นพาหะ หรือเป็นธาลัสซีเมียเลย และลูกนั้นเป็นพาหะ หรือป่วยเป็นธาลัสซีเมีย

  7. รบกวนสอบถามค่ะ ลูกชายอายุ 3 ขวบ ไม่สบาย ตรวจเลือด
    เม็ดเลือดขาวสูง 24000 เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก 69
    หมอบอกว่ามีโอกาสเป็นธารัสซีเมีย
    ตอนท้องตรวจเลือดแม่คนเดียวปกติ ไม่ได้ตรวจเลือดพ่อ
    น้องมีโอกาสเป็นโรคนี้หรือไม่คะ ขอบพระคุณมากค่ะ

    • admin says:

      หมอบอกว่ามีโอกาสเป็นนะครับ เด็กอาจจจะเป็นหรือไม่ก็ได้ ต้องตรวจเลือดโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งครับ ลองๆปรึกษาแพทย์ดูนะครับ เพราะการตรวจธาลัสซีเมียมันมีวิธีการตรวจเลือดหลายแบบครับ

  8. ขอเรียนถามครับ ลูกผมอายุ 1ขวบ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเป็นไข้ตัวร้อนไม่สบายมีอาการท้องเสียเลยพาไปพบหมอที่โรงพยาบาลบางพลี หมอเจาะเลือดตรวจบอกว่าเป็นธาลัสซีเมีย ครับ เครียดมากเลยครับเพราะเด็กไม่ได้แสดงอาการเลยในช่วงที่ผ่านมา เป็นคนผิวขาว ร่าเริงครับแต่กินไม่เก่ง แต่ช่วงนี้ไม่สบายบ่อยตัวอุ่นๆอยู่ตลอดเวลากินอะไรแล้วจะอาเจียนทั้งข้าวและนม แต่หมอบอกว่าตับและม้ามไม่โตครับ
    ผมภาวนาให้หมอวินิจฉัยผิด เป็นไปได้มั้ยครับที่หมอจะวินิจฉัยผิด เครียดมากเลยครับ ซึ่งตามอาการที่เล่ารบกวนวินิจฉัยให้หน่อยครับ
    ขอบคุณครับ

    • admin says:

      หากแพทย์เจาะเลือดตรวจแล้วก็เป็นไปได้น้อยมากที่จะวินิจฉัยผิดนะครับ แต่คนที่เป็นธาลัสซีเมียก็สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้แบบคนปกติสุขนะครับ ทำใจให้สบายครับ เพราะในหมุ่บ้านผมรับผิดชอบก็มีหลายคนและเป็นเด็กๆด้วยเขาก็อยู่ได้ปกติสุขนะครับ

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

               โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจัดเป็นโรคขาดสารอาหารที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ซึ่งพบว่า มีอุบัติการณ์สูง โดยเฉพาะในเด็กวัยก่อนเรียนและเด็กวัยเรียน โรคดังกล่าวมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต และส่งผลต่อการเรียนและมีผลต่อการทำงานทำให้คุณภาพของงานลดลง

              สาเหตุโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก มีสาเหตุสำคัญคือ

  1. เกิดจากการรับประทานธาตุเหล็กน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ซึ่งธาตุเหล็ก จะพบมากใน ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว
  2. เกิดจากการที่ร่างกายมีการสูญเสียโลหิตออกจากร่างกาย เช่น การเสียเลือดจากโรคพยาธิปากขอ เป็นต้น

           อาการโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

         อาการสำคัญของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุ เหล็ก คือ อาการซีด และและหากมีอาการซีดมาก ผู้ป่วยจะมีอาการง่วงเหงาหาวนอน เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการเรียนการทำงานลดลง

            การปัองกันโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

             โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กสามารถป้องกันได้ โดยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น  ตับ ไข่แดง ผักใบเขียวและระมัดระวังการเสียเลือดจากโรคพยาธิปากขอ โดยการใส่รองเท้าเพี่อไม่ให้พยาธิปากขอไชเข้าสู่ร่างกาย

…………………………

Tags: ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหัด

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหัด

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหัด 

                 โรคหัดเป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กช่วงอายุ 2-6 ปี เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน มักไม่เป็นหัด เพราะเด็กจะได้รับการถ่ายทอดภูมิคุ้มกันจากแม่ หัดนับว่าเป็นโรคติดต่อที่มีความสำคัญมาก  เพราะเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัดอาจมีโรคแทรกช้อนที่ทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุและการติดต่อของโรคหัด

โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งจะพบได้ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ  จามรดกัน โดย เชื้อไวรัสจะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เชื้ออาจกระจายอยู่ในอากา  เมื่อหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าไป ก็ทำให้เป็นโรคได้ ระยะที่มีเชื้ออยู่ในลำคอติดต่อได้มากคือ ช่วงระยะ3-5วัน ก่อนผื่นขึ้นไปจนถึง 4วันหลังผื่นขึ้น

อาการของโรคหัด

หลังระยะพักตัวของโรคหัดประมาณ 10-12 วัน จะเริ่มมีอาการไข้ มีน้ำมูกไหล ไอ ตาแดงแฉะ อาการจะรุนแรงมากขึ้นไข้จะสูงมากขึ้นเมื่อพบมีผื่นขึ้น เป็นผื่นนูนแดงขึ้นที่หน้าก่อน แล้วกระจายไปตามลำตัวและแขนขา ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายไปทั่วตัว ผื่นจะมีสีเข้มขึ้น เมื่อผื่นยุบ ผิวหนังจะมีสีน้ำตาลแดง กว่าจะจางไปหมดกินเวลาประมาณ 2 อาทิตย

โรคแทรกซ้อนของโรคหัด

โรคแทรกช้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยเป็นหัด ได้แก่ ช่องหูอักเสบ ปอดอักเสบ สมองอักเสบ อุจจาระร่วง และภาวะทุพโภชนาการ ในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการอยู่แล้ว เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก ถ้ามีปอดอักเสบร่วมด้วย อาจทำให้เสียชีวิตได้ และในรายที่มีระดับวิตามินเอน้อย  อาการทางตาจะยิ่งมีอาการรุนแรงขึ้น อาจทำให้ตาบอดได้

การรักษาโรคหัด

  1. ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ไม่มียาเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่รักษาตามอาการ ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องให้ยานอกจากรายที่มีโรคแทรกซ้อน
  2. ให้นอนพักในช่วงที่มีไข้สูง เช็ดตัว ให้อาหารอ่อนที่มีคุณค่าของอาหาร เช่น ให้นมและอาหาร
  3. แยกผู้ป่วยหัดจากเด็กอื่นๆโดยการแยกห้องนอน จนถึงระยะ4-5วันหลังผื่นขึ้น
  4. ระวังเรื่องโรคแทรกซ้อนทางระบบทางเดินอาหาร

การป้องกันโรคหัด

โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโดยการให้เพียงครั้งเดียวในช่วงที่เด็กมีอายุ  9-12 เดือน

 

$$$$$$$$$$$$$$$$$

วีดิโอที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคหัด MEASLES

Tags:

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์

สาเหตุของไข้ไทฟอยด์

เป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Salmonella Typhi ) ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าวพบได้ในประเทศแถบตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ อาฟริกา เอเชีย ประเทศไทยยังพบได้ค่อนข้างมาก

การติดต่อของโรคไข้ไทฟอยด์

โรคไข้ไทฟอยด์สามารถติดต่อได้โดยการรับเชื้อแบคทีเรียเข้าทางปาก โดยเชื้อไทฟอยด์จะออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย ปนเปื้อนกับอาหารและน้ำดื่ม แมลงวันก็เป็นตัวการสำคัญที่แพร่เชื้อได้มาก นอกจากนี้ผู้เป็นพาหะที่มีเชื้ออยู่ในลำไล้ ถ้ามาเป็นผู้ปรุงจำหน่ายอาหารใช้มือที่ไม่สะอาดหยิบจับปรุงอาหารก็จะเป็นผู้แพร่เชื้อได้

อาการของโรคไข้ไทฟอยด์

ผู้ป่วยเมื่อได้รับเชื้อเข้าไป จะมีระยะพักตัวเฉลี่ย 1-3 สัปดาห์ แล้วจะเริ่มมีไข้สูงลอยติดต่อกัน หลายวัน อาจมีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดตามตัว เบื่ออาหาร ท้องผูก บางรายท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน ท้องอืด ในบางรายอาจพบจุดสีชมพูบนผิวหนัง ถ้าอาการมากอาจมีเลือดออกในลำไส้เล็กหรือแผลทะลุ ไข้จะสูงอย่างน้อย 1-2 อาทิตย์ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีโรคแทรกช้อนได้มาก

โรคแทรกซ้อนของโรคไข้ไทฟอยด์

–         ปอดบวม

–          ตับอักเสบ

–          เลือดออกในลำไส้

–         ลำไส้ทะลุ

การปัองกันโรคไข้ไทฟอยด์

–        จัดสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ เช่น การใช้ส้วมที่ถูกหลักสุขาภิบาล กำจัดขยะ มูลฝอย ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ดื่มน้ำสะอาด

–        ปฏิบัติตนในเรื่องการมีสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี เช่น การล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังออกจากห้องน้ำ-ห้องส้วม  รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ไม่มีแมลงวันตอม เป็นต้น

–        ควบคุมดูแลเกี่ยวกับสุขาภิบาลอาหาร เช่น การปรุง การเสิร์ฟ ตลอดจนอนามัยของผู้ประกอบอาหาร ควบคุมการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากนม

–          เมื่อมีผู้ป่วย ต้องควบคุมดูแลโดยใกล้ชิด กำจัดอุจจาระให้ถูกสุขลักษณะและรายงานโรค

 

 

$$$$$$$$$$$$$$$$

Tags:

1 Response to " สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์ "

  1. โต้ says:

    บอกตรงผมกำลังเป๊นอยู่ทรมารมากครับขมปากขมคอกินอะไรไม่ได้กินละก๊อ้วกออกหมดเด๋วดีเด๋วเป็นไข้ – -”

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบี(Hepatitis B)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบี(Hepatitis B)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B)

              โรคตับอักเสบบี เป็นโรคเป็นโรคที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญโรคหนึ่ง และหากเป็นในเด็กหรือเด็กแรกเกิดที่ติดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะโรค  เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะมี โอกาสเป็นมะเร็งในตับได้สูง ในประเทศไทยมีคนเป็นพาหะนำโรคมากถึงร้อยละ 10

สาเหตุของโรคตับอักเสบบี

โรคไวรัสตับอักเสบบี มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเชื้อไวรัสจะอาศัยอยู่ในเลือด น้ำลาย น้ำนมและน้ำเยื่อเมือกต่างๆของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะของโรค

การติดต่อของโรคตับอักเสบบี

ผู้ที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถแพร่เชื้อได้โดย

  1. แม่ที่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ลูกที่เกิดใหม่ขณะคลอด โดยเชื้อที่มีอยู่ในเลือดของแม่ หรือน้ำเมือกในช่องคลอดและในน้ำครำ จะผ่านเข้าทางผิวหนังที่อาจมีการถลอกและฉีกขาดของลูก
  2. ทางเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ใช้ของมีคม เช่น มีดโกน แปรงสีฟันร่วมกับผู้เป็นพาหะ หรือบางรายคลุกคลีกันมาก อาจถูกต้องบาดแผลของกันและกัน เป็นต้น
  3. ในผู้ใหญ่ติดต่อโดยเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่แม่ได้รับเชื้อมาจากพ่อแล้วนำไปสู่ลูก

อาการของโรคตับอักเสบบี   

อาการส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อจะไม่มีอาการ แต่อาจจะเป็นพาหะได้นาน อาการจะเกิดขึ้นราว 1 สัปดาห์ถึง 6 เดือนหลังรับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไล้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดท้องแถวชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ คลำตับได้ ต่อมาปัสสาวะจะมีสีเข้มเหมือนขมิ้น อุจจาระมีสีซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง ไข้จะลดลง อาการทั่วไปจะดีขึ้น

การปัองกันโรคตับอักเสบบี

  1. ไม่ใช้ของมีคม เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งเข็มฉีดยาและหลอดฉีดยาร่วมกัน
  2. ปกติโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ดังนั้นจึงควรนำเด็กไปรับวัคซีนตามแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารรสุขนัดหมาย
  3. ในเด็กโตป้องกันได้โดยให้รู้เรื่องอนามัยส่วนบุคคล ไม่ใช้แก้วน้ำ หรือใช้ช้อนตักอาหาร หรือ
  4. แปรงสีฟันร่วมกัน เพราะเชื้อจะมีอยู่ในน้ำลายของผู้ที่เป็นพาหะและติดต่อกันได้
  5. พ่อแม่ควรจะได้ตระหนักถึงปัญหาการถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพาหะ ฝ่ายหนึ่งจะต้องได้รับวัคซีนป้องกัน ซึ่งจะเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไปยังสมาชิกในครอบครัว

 

 

฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿฿

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคโปลิโอ

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคโปลิโอ

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคโปลิโอ

          โรคโปลิโอเป็นโรคที่นับว่ามีความสำคัญมากโรคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเชื้อโปลิโอจะทำให้มีการอักเสบของไขสันหลัง  และของประสาทหรือสมองทำให้เป็นอัมพาต พิการตลอดชีวิตได้  ถึงแม้ในปัจจุบันโรคนี้จะมีผู้ป่วยน้อยลง แต่ก็ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ

สาเหตุและการติดต่อของโรคโปลิโอ

เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ ซึ่งมี 3 ชนิดคือ 1. 2 และ 3 เชื้อจะมีอยู่ในคนที่เป็นโรคนี้ หรือ อาจจะพบในคนที่ไม่มีอาการของโรคแต่เป็นพาหะนำโรค เชื้อจะอยู่ในสำไล้และออกมาพร้อมกับอุจจาระ    เชื้อโรคสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  โดยเชื้อเข้าทางปากหรือจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น การจับต้องสิ่งของเครื่องใช้ที่มีเชื้อนี้ติดอยู่หรือเชื้อติดเข้าไปกับอาหาร อาจพบเชื้อในอุจจาระได้นาน 6-8 สัปดาห์ ในระยะสัปดาห์แรกอาจพบเชื้อโปลิโออยู่ในลำคอของผู้ป่วย ดังนั้นการไอหรือจามจึงเป็นทางติดต่อได้ทางหนึ่ง เชื้อโรคจะสามารถเข้าไปสู่ระบบประสาทได้โดยผ่านทางเดินน้ำเหลือง

อาการของโรคโปลิโอ

หลังจากระยะฟักตัวประมาณ 7-21 วันแล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่มาก ในรายที่เป็นโรคจะเริ่มมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย มีอาการปวดศีรษะ และอาจจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด    ในเด็กเล็กอาจมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวและอาเจียน ต่อมาเริ่มมีอาการปวดหลัง ปวดต้นคอและแขนขา จะอาการคอแข็งและหลังแข็งตามมา ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบว่ามีอัมพาตของแขนขาแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ ถ้ากล้ามเนื้อกะบังลมซึ่งมีความสำคัญในการหายใจเป็นอัมพาต จะทำให้หายใจไม่ได้อาจถึงตายได้ถ้าไม่ได้รับการช่วยหายใจทันท่วงที

การรักษาโรคโปลิโอ

  1. เช่นเดียวกับโรคทีเกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆ ซึ่งไม่มียาเฉพาะ ให้การดูแลรักษาตามที่แพทย์สั่ง ส่วนรายที่มีอัมพาตหลายส่วนของร่างกาย ระยะแรกอาจจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
  2. ในระยะที่มีไข้ ควรจะให้นอนพักบนเตียง นอนในท่าสบายที่จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อตึงจะช่วยให้อาการเจ็บปวดลดลง
  3. ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ ประคบตามแขนขาที่ปวดหรืออาจจะให้ยาระงับปวดได้ตามคำแนะนำของแพทย์
  4. ในรายที่มีอัมพาตของแขนขา การนวดที่ถูกวิธีจะช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เร็วขึ้น ถ้ากล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ตามปกติ ส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นภายในระยะ 3-6 เดือน หลังจากระยะ 18  เดือนไปแล้ว ความหวังว่าจะหายเป็นปกติได้เหลือน้อยมาก การนวดควรจะเริ่มทำโดยเร็วที่สุดตามคำแนะนำของแพทย์

การปัองกันโรคโปลิโอ

  1. โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการให้วัคซีน วัคซีนที่แนะนำและได้ผลดีเป็นวัคซีนที่ใช้รับประทาน 3 ครั้ง
  2. ระวังเรื่องความสะอาดของอาหาร จะต้องล้างมือก่อนให้อาหารเด็กทุกครั้ง
  3. หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในชุมชนที่แออัด และเว้นการใช้สระว่ายนาสาธารณะ และไม่ควรให้ ออกกำลังจนเกินควรในระยะที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ
  4. กำจัดอุจจาระของผู้ป่วยให้ถูกหลัก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

Tags:

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus)

โรคบาดทะยักเป็นโรคของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ที่เป็นโรคที่มีอัตราการตายสูง

สาเหตุและการติดต่อ  

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Clostridium tetani) ซึ่งจะพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละอองตามถนน และเชื้อโรคบาดทะยักสามรถพบได้ในลำไส้ของม้า แพะ แกะ วัวและสัตว์อื่นๆบางชนิด แม้กระทั่งคน  เมื่อคนหรือสัตว์ถ่ายอุจจาระก็จะปล่อยเชื้อโรคบาดทะยักออกมาทำให้เชื้อโรคกระจายอยู่ทั่วไป  เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่ถลอก ทางบาดแผลโดยเฉพาะแผลที่ลึก อากาศเข้าไม่ได้ หรือ บาดแผลในปากหรือทางฟันผุหรือเข้าทางหูในพวกที่มีหูอักเสบอยู่ โดยการใช้เศษไม้หรือต้นหญ้าที่มี โรคนี้ติดอยู่แคะฟันหรือแยงหู  ทางเข้าที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ในทารกแรกเกิดคือ เข้าทางสายสะดือของเด็กเกิดใหม่   โดยการใช้กรรไกรที่ไม่สะอาดตัดสายสะดือ หรือที่พบบ่อยในชนบทคือ การใช้ไม้ไผ่ตัดสายสะดือหรือ อาจจะมากับยาที่ใช้พอกสะดือหรือแป้งที่ใช้โรยสะดือ

อาการของโรคบาดทะยัก

โรคบาดทะยักมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 3-21 วัน ละเมื่อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายก็จะทำให้มีอาการเหล่านี้

  1. ในทารกแรกเกิด อาการมักจะเริ่มเมื่อทารกอายุประมาณ 4-10 วัน โดยจะสังเกตเห็นว่า เด็กจะดูดนมลำบากและไม่ค่อยดูดนม เด็กจะร้องกวนอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเด็กจะเริ่มมีขากรรไกรแข็ง ดูดนมไม่ได้เลย มือแขน เกร็ง หลังแข็งและแอ่น ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการชักกระตุกและหน้าเขียว จะสังเกตเห็นว่าอาการเกร็ง หลังแข็ง และแอ่นนี้จะเป็นมากขึ้นถ้ามีเสียงดังหรือเมื่อถูกต้องตัวเด็ก  การที่เด็กเกร็งชักกระตุกถี่ ๆ จะทำให้เด็กหน้าเขียวมากขึ้น เพราะขาดออกซิเจนและทำให้เป็นอันตรายถึงตายได้
  2. ในเด็กโต เมื่อเชื้อโรคเข้าทางบาดแผลแล้ว ระยะที่เชื้อบาดทะยักจะฟักตัวก่อนที่จะมีอาการ ใช้เวลาประมาณ 5-14 วัน แต่บางรายก็อาจจะนานถึง 1 เดือนหรือนานกว่าก็ได้ จนบางครั้งบาดแผลที่เป็นทางเข้างเข้าของเชื้อโรคหายไปแล้ว อาการเริ่มแรกที่จะสังเกตพบคือ ขากรรไกรและคอแข็ง หลังจากนี้ 1-2 วัน ก็จะเริ่มมีการเกร็งแข็งในส่วนอื่นๆ ของร่างกายคือ หลัง แขน ขา เด็กจะยืนและเดินหลังแข็ง แขนเหยียดเกร็ง หน้าจะมีลักษณะเฉพาะคล้ายยิ้มแสยะและระยะต่อไปก็อาจจะมีอาการกระตุก  เช่นเดียวกับในทารกหลังคลอด ถ้ามีเสียงดังหรือถูกต้องตัวจะกระตุกมากขึ้น หลังแอ่นและหน้าเขียว โดยมากผู้ป่วยจะรู้สึก ตัวดีตลอดเวลา

การรักษา

โรคบาดทะยักเป็นโรคที่มีความรุนแรงและต้องการการดูแลเฉพาะทาง ดังนั้นเมื่อสงสัยต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล

การปัองกัน

  1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรค  จะให้ภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักได้อย่างถาวรเป็นระยะยาว ถ้าฉีดได้ครบตามกำหนด โดยวัคซีนที่ใช้จะเป็นวัคซีนรวมกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและไอกรนด้วย
  2. ห้ามใช้ ผงยาต่างๆ หรือแป้งผงที่สงสัยว่าไม่สะอาดโรยสะดือ ควรใช้แอลกอฮอล์ 70 % เช็ดวันละ 2-3 ครั้ง
  3. เมื่อมีบาดแผลต้องทำแผลให้สะอาดทันที โดยการฟอกด้วยสบู่ล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดด้วย ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนที่จะไปพบแพทย์
  4. ในรายที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักเลย เมื่อมีแผลควรจะต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

วีดิโอที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus)

Tags:

2 Responses to " สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus) "

  1. พชรมน says:

    ลุงเป็นบาดทะยัก นอนรักษาตัว ที่ รพ.ตั้งแต่ วันที่ 1/4/56 อาการคือขาข้างขวาแข็ง ยอไม่ได้ มีอาการเกร็งเป็นพักๆ เจ็บและทรมานมาก อยากทราบว่า อาการจะดี หรือหายต้องใช้เวลานานไหม มีวิธีการดูแล และช่วยให้อาการดีขึ้นบ้างไหมค่ะ ตั้งแต่มานอนที่ รพ.ก็นอนกับกินยา ฉีดยา แก้ปวดบ้าง (ยาถ่ายเพราะไม่ถ่ายมา 7 วัน) รบกวนตอบด้วยค่ะ

    • admin says:

      ขออภัยที่ตอบช้านะครับ เพราะช่วงนี้งานเยอะมากเลยไม่ได้มีเวลามาดูเว็บเลย หากเป็นโรคบาดทะยัก เมื่อเข้ารับการรักษาก็ต้องอยู่ในความดูลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ครับ การรักษาก็ต้องดูเป็นวันๆไป เราคงทำอะไรไม่ได้มากครับ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไอกรน

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไอกรน

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคไอกรน

                โรคไอกรนยังเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในเด็ก และเป็นโรคติดเชื้อของหลอดคอและหลอดลม ถ้าเป็นในเด็กเล็กจะมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกในระยะ 6 เดือนแรกซึ่งอาจจะทำให้ถึงตายได้ เด็กโตความรุนแรงน้อยลง แต่ก็ทำให้เด็กได้รับความทรมานมาก เพราะในบางราย การไอที่เรื้อรังจะนานเป็นระยะ 1-2 เดือน การไอมีลักษณะเฉพาะคือ เด็กจะไอซ้อนถี่ๆ ติดกันประมาณ 5-10 ครั้ง หรืออาจจะมากกว่าจนเด็กหายใจแทบไม่ทัน มีการกลั้นหายใจตามด้วยการหายใจเข้าลึก ทำให้ เสียงกรนหรือเสียงวู้ป จึงมีชื่อเรียกว่า ไอกรน

สาเหตุและการติดต่อ

โรคไอกรนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งเชื้อจะมีอยู่ในปากและลำคอของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม  เชื้อโรคจะกระจายไปยังผู้ที่อยู่ใกล้ชิดได้ง่ายมาก หรืออาจจะติดต่อกันโดยการใช้ภาชนะเช่น ถ้วย ชาม  ช้อน ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้ป่วย ระยะที่ติดต่อกันได้   คือ ระยะ 3 สัปดาห์แรกที่เริ่มเป็นโรคนี้

อาการ

โรคไอกรน จะมีระยะพักตัวประมาณ 7-10 วัน ถ้าสัมผัสโรคมาเกิน 3 อาทิตย์แล้วไม่มีอาการ แสดงว่าไม่ติดโรค ระยะเริ่มต้นในสัปดาห์แรก ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเป็นหวัด มีน้ำมูกและไอ ซึ่งแยกได้ยากจากโรคไข้หวัดธรรมดา แต่จะสังเกตได้ว่าอาการไอจะเรื้อรัง เป็นแบบไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ และทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเข้า สัปดาห์ที่ 2 พอถึงสัปดาห์ที่ 3 อาการไอจะเป็นแบบไอกรน คือ ไอซ้อนถี่ๆ ติดๆ กันจนอาเจียน

เด็กจะมีอาการหน้าแดง หรือในเด็กเล็กหน้าจะเขียวเพราะหายไจไม่ทัน  การไอจะเป็นอยู่นาน 4-6 สัปดาห์ บางรายอาจจะนานถึง   10 สัปดาห์ หลังจากนั้นแล้วอาการไอจะลดลง แต่จะยังไอต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์จึงจะหายสนิท

โรคแทรกซ้อน

อาจจะเกิดปอดบวม ซึ่งนับว่าเป็นโรคแทรกซ้อนที่มีอันตราย  ในเด็กเล็กจะมีอาการ ขณะที่ไอมากจนหายใจไม่ทัน  หน้าเขียวจะเขียวและมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง อาการเลือดออกในหนังตาหรือในเยื่อตาเป็นอีกอาการหนึ่งที่พบบ่อย  และเด็กอาจจะมีน้ำหนักตัวลดเพราะไอมากจนนอนไม่ได้ และรับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากอาเจียนหลังการไอ

การป้องกัน

โรคไอกรนเป็นแล้วรักษาได้ยาก การให้ยาจะได้ผลก็ต่อเมื่อเริ่มให้ยาในระยะแรกของโรค  ควรแยกผู้ป่วยใน 5 วันแรกที่ให้ยาปฏิชีวนะ แต่ผู้ป่วยส่วนมากเมื่อมาหาแพทย์ก็เข้าจะเข้าสู่ระยะไอกรนแล้ว ดังนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญมาก การฉีดวัคซีนจะได้ผลป้องกันเต็มที่ ควรจะเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 2 เดือน (ร่วมกับคอตีบและบาดทะยัก) เพราะเด็กไม่ได้รับภูมิต้านทานโรคจากแม่ และต้องให้ครบตามที่กำหนดจึงจะมีผลในการป้องกันโรค

Tags:

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคตาแดง

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคตาแดง

โรคตาแดงเกิดจากเยื่อบุตาขาวมีอาการอักเสบ เนื่องจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย และเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ทั้งในกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งโดยมากจะพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และมักติดต่อและระบาดได้รวดเร็ว

การติดต่อของโรคตาแดง

โรคตาแดงสามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่งได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับ ผู้ป่วยที่เป็นพาหะนำโรค นอกจากนั้นอาจเกิดตาอักเสบ เนื่องจากการใช้นํ้าที่ไม่สะอาดล้างหน้า อาบนํ้า หรือ ถูกนํ้าสกปรกที่มีเชื้อโรคกระเด็นเช้าตา หรือเกิดจาก การใช้มือ แขน หรือเสื้อผ้าที่สกปรก ขยี้ตา หรือเข็ดตา

อาการของโรคตาแดง

ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคตาแดงมักมีอาการไมรุนแรง เพียงแครู้สึกเคืองตา คันตา มีอาการตาแดง น้ำตาไหล หรือ ตาขาวอาจเป็นปื้นแดง คล้ายเส้นเลือดฝอยแตก หนังตาอาจบวมเล็กน้อย ขี้ตามีไม่มาก อาจเริ่มที่ ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปอีกข้างหนึ่ง

การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคตาแดง

  • ถ้ามีฝุ่นละออง หรือนํ้าสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยนํ้าละอาดทันที
  • เมื่อเป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคตาแดง ควรไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อรับการรักษา
  • ผู้ป่วยควรนอนแยกจากสมาขิกในครอบครัว และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัว เข่น เสื้อผ้า ผ้าเข็ดตัว  แว่นตา และเครื่องนอน ร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยนํ้าและสบู่ ห้ามใช้มือขยี้ตา
  • รักษาความสะอาดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
  • ถ้าต้องออกไปนอกบ้าน ควรใส่แว่นตาเพื่อป้องกันลม และฝนละออง
  • ถ้ามีอาการปวดตารุนแรง ตาพร่า ตามัว แขนขาเป็นอัมพาต หรืออาการตาแดงไม่ทุเลา ภายใน 7 วัน รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่สถานบริการสาธารณสุข
  • ผู้ป่วยโรคตาแดง ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน พักรักษาตัวที่บ้าน เพื่อป้องกันมิให้โรคลุกลาม หรือติดต่อสู่ขุมขน

วีดิโอที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคตาแดง(Conjunctivitis)

Tags: , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคน้ำกัดเท้า

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคน้ำกัดเท้า

โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา สาเหตุมาจากการแช่เท้าในนํ้าที่มีเชื้อโรค เช่น ขยะมูลฝอยปะปนอยู่ ทำให้ผิวหนังระคายเคือง ผิวหนังแดง รอบๆ เป็น ขอบนูนวงกลม คัน ถ้าเกาจะเป็นแผล มีนํ้าเหลืองไหลเยิ้ม และถ้าเป็นมาก แผลจะอักเสบ บวม มีหนองหรือเป็นแผล มีอาการเจ็บปวด เดินไม่ไหว ไข่ดันบวม และมีไข้ ในระยะแรกที่มีอาการ เท้ายังไม่เป็นเชื้อรา เป็นแค่เท้าเปื่อย และมีเชื้อหนอง เชื้อราจะเกิดเมื่อเท้าอับชื้น เป็นเวลานาน เช่น ใส่รองเท้าที่อบหรือชื้นแฉะทั้งวัน เดินย่ำนํ้า แช่ เท้าอยู่ในนํ้า เป็นเวลานานและ ไม่เช็ดเท้าให้แห้ง

การปฏิบัติตนเป็นเป็นโรคน้ำกัดเท้าI

             0 ถ้าจำเป็นต้องเดินย่ำนํ้า ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันนํ้า หากนํ้าล้นเข้าไป ในรองเท้าบู๊ท ให้ถอดแล้วเทนํ้าในรองเท้าออกเป็นคราวๆ ไม่ควรแช่นํ้าอยู่ตลอดเวลา

             0 หลังจากเดินย่ำนํ้าทุกครั้ง ต้องล้างเท้าให้สะอาด ฟอกสบู่ให้ทั่ว และใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า

             0 หากมีบาดแผล ให้ใข้แอลกอฮอล์เช็ดรอบบาดแผล แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์เบตาดีน

             0 หลีกเลี่ยงการยํ่านํ้าสกปรกหรือแช่เท้าในนํ้าเป็นเวลานานๆ

             0 ไม่ควรใส่รองเท้าที่อบทั้งวัน และไม่ใส่รองเท้าที่เปียกขื้น

             0 เมื่อกลับเข้าบ้านทุกครั้ง ควรล้างเท้าให้สะอาด และ เข็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

ที่มา:กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

Tags: , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคอุจจาระร่วง หรือท้องร่วง (Diarrhea)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคอุจจาระร่วง หรือท้องร่วง (Diarrhea)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคอุจจาระร่วง หรือท้องร่วง (Diarrhea)

         โรคอุจจาระร่วง หรือที่บ้านเราเรียกว่าโรคท้องร่วง หรือท้องเสีย หมายถึง ภาวะ ที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นนํ้า หรือถ่ายเหลวมากกว่า วันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปะเทศไทย  และมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักหายได้เอง ในเด็ก และคนชราอาจมีอาการรุนแรง ทำให้มีภาวะขาดนํ้าและ ขาดเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ นอกจากอาการ ถ่ายเป็นนํ้า ถ่ายเหลว หรือถ่ายมีมูกปนเลือดแล้ว อาจมีอาการไข้ ปวดท้อง และอาเจียนร่วมด้วย

สาเหตุของโรคอุจจาระร่วง

เกิดจากการกินอาหารและดื่มนํ้าที่ไม่สะอาด มีการ ปนเปื้อนของเชื้อโรค การกินอาหารที่ไม่สุก อาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานๆ การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมอาหารหรือปรุงอาหาร และก่อนกินอาหาร รวมทั้งการใช้ภาชนะทีไม่ละอาดมีเขื้อโรค ปนเปื้อนในการใส่อาหารและตักอาหาร

เมื่อเป็นอุจจาระร่วงควรทำอย่างไร?

ผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงควรกินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดนํ้า และเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายนํ้าตาลเกลือแร่ โอ อาร์ เอส นํ้าแกงจืด หรือ นํ้าข้าวใส่เกลือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์

การป้องกันโรค

1. ล้างมือให้สะอาดด้วยนํ้าสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียม หรือปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่ายอุจจาระ

2.ดื่มนํ้าที่สะอาด เช่น นํ้าต้มสุก นํ้าที่’ใส่คลอรีน หรือนํ้าบรรจุขวด

3.เลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกด้วยความร้อน และปรุงสุกใหม่ๆ

4.กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุของแมลงวัน

ที่มา: กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

วีดีโอที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคอุจจาระร่วง หรือท้องร่วง (Diarrhea)

Tags: ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

ตอนนี้คุณอยู่ที่ หน้า: Home // สาระน่ารู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ // สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)

สาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)

           โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส เป็นโรคติดต่อที่ระบาดจากโรคของสัตว์มาสู่คน โดยเฉพาะหนู ติดต่อมาถึงคนได้โดยเชื้อจะออกมากับปัสสาวะหนู
แล้วปนเปื้อนในแม่นํ้า ลำคลอง พื้นที่ที่มีนํ้าขังหรือพื้นที่ชื้นแฉะ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคฉี่หนู
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส  หรือผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโข้ฉี่หนู ได้แก่ ผู้ที่ลุยนํ้าหรือแช่นํ้านานๆ ผู้ที่เดินลุยนํ้าท่วม คนงานบ่อปลา ชาวสวน ชาวนา   คนงานขุดลอกท่อระบายนํ้า เชื้อไข้ฉี่หนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการไชเข้าทางบาดแผลหรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ ของร่างกาย  เช่น ง่ามมือ
ง่ามเท้า ตา ขณะที่แช่นํ้า หรือการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดมีฉี่หนูปนเปื้อนในอาหารนั้นๆ
อาการของโรคโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส
หลังจากได้รับเชื้อโรคไข้ฉี่หนูประมาณ 3-10 วัน  ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเริ่มมีอาการไข้เฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนอาจมีตาแดง  บางคนอาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร ท้องเดินซึ่งอาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นหลังจากแช่นํ้า ยํ่าโคลนมา 2-26 วัน (เฉลี่ย 10 วัน)  หากมีอาการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ควรนึกถึงโรคนี้ และไม่ควรหายามากินเอง ต้องรีบไปพบแพทย์ หรือสถานบริการด้านสาธารณสุขใกล้เคียง
โรคโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซีส ป้องกันได้อย่างไร?
1. หลีกเลี่ยงการย่ำ หรือแช่น้ำ หรือโคลนนานๆ โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผลตามแขน ขา มือ เท้า
2. ถ้ามีความจำเป็นต้องย่ำหรือแช่นํ้า ควรสวมรองเท้าบู๊ท สวมถุงมือยาง
3. ชำระล้างร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณบาดแผลให้สะอาด หลังจากลุยนํ้า หรือขึ้นจากนํ้า ทันที
4. ดูแลบ้านเรือนให้สะอาด และปราศจากสัตว์กัดแทะโดยเฉพาะหนู
5. เก็บกวาด ทิ้งขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
6. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้วทันที หรือเก็บอาหารในภาขนะที่มีฝาปิดมิดชิด

ที่มา: กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

Tags: , ,

แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่นี่...

You must be Logged in to post comment.

 

Designed by Theme Junkie. Powered by WordPress.