สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาโรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever)

สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาโรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever)

สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาโรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever : DHF) โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขมากโรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นโรคที่มีอัตราป่วยสูง และเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการตายที่สำคัญในเด็กอายุระหว่าง 2-8 ปี ซึ่งเป็นอายุที่พบโรคได้บ่อยกว่าในช่วงอายุอื่นๆ ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว หรือวัยผู้ใหญ่ก็สมารถพบได้ประปราย สาเหตุละการติดต่อโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก    ที่เป็นปัญหาในประเทศไทยและประเทศในเอเชียอาคเนย์เกิดเชื้อไวรัสเดงกี่ว (Dengue Virus) โดยเชี้อไวรัสเดงกิวจะอยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วยในระยะที่มีไข้ 2-7 วันแรก และเชึ้อจะแพร่ไปยังผู้อื่นได้โดยมียุงลาย  เป็นตัวนำทีสำคัญ โดยยุงตัวเมียะกัดดูดเลือดผู้ป่วยซึ่งมีเชี้อไวรัส  เมื่อเชี้อไวรัสเข้าไปอยู่ในร่างกายยุงก็จะพักตัวในยุง และสามารถแพร่เชื้อไวรัสเดงกิวอยู่ตลอดชั่วอายุของยุง (ประมาณ 1-2 เดือน) และสามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสไปให้ผู้ที่ถูกยุงกัดได้ยุงลายจึงเป็นพาหะสำคัญในการนำโรคจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง อาการและอาการแสดงโรคไข้เลือดออก เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสหลังจากถูกยุงลายกัด เชื้อโรคจะมีระยะพักตัวอยู่ในร่างกายประมาณ 5-8 วัน หลังจากนั้นผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการของโรคแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1.ไข้เดงกิว ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายคลึงกับการติดเชี้อไวรัสอื่นๆ คือ มีไข้สูง ส่วนใหญ่ไม่มีอๅการทางระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหารและอาเจียน บางรายอาจพบมีผื่นหรือมีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง   ส่วนในผู้ใหญ่ อาการของไข้เดงกิวที่สำคัญ คือ ไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศีรษะมาก อาจพบจุดเลือดออกและผื่นคล้ายหัดเยอรมันได้ จะมืไข้อยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังไข้ลดอาการทุกอย่างก็จะดืขึ้น หรืออาจะพบผื่นในระยะไข้ลดลง 2.ไข้เลือดออก โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่เป็นลักษณะที่สำคัญ 4 อย่างคือ 1.มีไข้สูงลอย 2-7 วัน 2.มีอาการเลือดออก ซึ่งส่วนใหญ่พบที่ผิวหนัง แขนขา รักแร้ และลำตัว บางรายอาจมีเลือดกำเดาออก หรือมีเลือดออกตามไรฟัน หากมีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกทางระบบทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ เป็นต้น 3.มีตับโต กดเจ็บ 4.มีภาวะช็อก การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคไข้เลือดออก 1.ระยะ,ที่มี’ไข้’สูง ให้เช็ดตัวลดไข้ และดื่มน้ำให้มากๆ 2.หากมีอาการสงสัยควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง 3.งดการใช้ยาลดไข้กินเอง โดยเฉพาะยาพวกแอสไพริน…

Read More